ความเป็น “ขงเบ้ง” ล้ำลึก โหงวเฮ้ง และ “คิ้วของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช”

แพทย์ พิจิตร

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตอนที่ 11 : “คิ้วของอาจารย์ชัยอนันต์”

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรือมีคนอื่นๆ คิดด้วยว่า อาจารย์ชัยอนันต์ เป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีความคิดทางการเมืองที่ลึกล้ำ

ดูท่านเป็นคนที่เข้าข่าย “ขงเบ้ง” ดังนั้น ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นนิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็อยากที่จะได้เรียนได้ใกล้ชิดกับท่าน

และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านด้วย

นอกจากเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ผมคิดแบบนั้นกับอาจารย์ชัยอนันต์แล้ว ถ้าพิจารณาจากโหงวเฮ้งของท่านแล้ว มันก็น่าจะมีส่วนที่ทำให้คิดว่า ท่านล้ำลึก

เริ่มต้นจากศีรษะครับ ผมเคยเขียนไปในตอนต้นๆ แล้วว่า ท่านเป็นคนที่หัวโตกว่าตัวมาก

และในหนังสืออัตชีวประวัติของท่านเอง ท่านก็ตระหนักรับรู้ดีถึงลักษณะเด่นของศีรษะของท่าน

ต่อมาคือ สีของผม คือตั้งแต่ผมเห็นท่านครั้งแรกๆ ก็ดูว่า ผมท่านจะขาวแล้ว ซึ่งการมีผมขาวตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ มันดูขลัง แต่ตัวก็ต้องไม่ผอมมากไปนะครับ เพราะอย่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็มีผมขาว แต่ดูจะผอมไปหน่อย ทำให้ขลังสู้อาจารย์ชัยอนันต์ไม่ได้

นอกจากศีรษะและผมขาวแล้ว ที่สำคัญมากคือ คิ้ว ครับ

คิ้วของอาจารย์ชัยอนันต์โดดเด่นมาก ลองพิจารณาจากรูปที่ผมนำมาลง คิ้วแบบนี้มันคิ้วนักคิด คิ้วปราชญ์ (คิดเอาเองครับ ไม่ได้มีองค์ความรู้หรือตำราใดๆ)

เพราะเป็นคิ้วที่ไม่เหมือนคนทั่วไป แต่มักจะพบคิ้วแบบนี้ในตัวละครในหนังจีนกำลังภายในที่เป็นตัวเจ้าเล่ห์เจ้ากล

นอกจากจะพบในหนังกำลังภายในแล้ว ปรากฏว่า ผมพบคิ้วแบบนี้ในคนอังกฤษอีก เช่น บารอน เดนนิส ฮีลลีย์ (Denis Winston Healey หรือ Baron Healey) เป็นนักการเมืองสังกัดพรรคแรงงานและเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังด้วย

ท่านบารอนผู้นี้ นอกจากจะโดดเด่นในทางการเมืองแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักดียิ่งสำหรับคนอังกฤษในฐานะที่มีขนคิ้วที่ยาวโดดเด่น

ซึ่งการที่คนอังกฤษให้ความสำคัญกับคิ้ว ก็น่าจะมีนัยอะไรในเรื่องคิ้วอยู่ไม่น้อยสำหรับคนอังกฤษ

ส่วนความฉลาดของเขาไม่ต้องพูดถึง ได้ทุนเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ได้อยู่ Balliol College ซึ่งเป็นคณะที่เข้ายากและยิ่งใหญ่มาก

และสิ่งที่เขาเรียนนั้น เรียกย่อๆ ว่า “the Greats” นั่นคือ เรียนเกี่ยวกับกรีกและโรมันโบราณ ซึ่งต้องเรียนภาษากรีกโบราณและภาษาละติน และแน่นอนว่าต้องเรียนปรัชญาด้วย

 

จากคิ้วของบารอน ฮีลลีย์ และคิ้วของอาจารย์ชัยอนันต์ทำให้ผมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า คนที่มีคิ้วแบบนี้น่าจะไม่ปรกติ และน่าจะมีอะไรพิเศษเหนือผู้คนทั่วไป!

แต่ถามว่า การสรุปจากคิ้วของคนสองคนนั้นถือเป็นวิทยาศาสตร์หรือยัง?

คำตอบก็คือ เริ่มหน่อยๆ ครับ

นั่นคือ ดูจากหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า คนที่มีคิ้วแบบนี้ มักจะมีสมองปราดเปรื่องเป็นใหญ่เป็นโต เรียนเก่ง

เพราะอาจารย์ชัยอนันต์ก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาตรี โท เอก และก็จบเร็วมาก แถมได้ศาสตราจารย์เร็วมากด้วย

ส่วนบารอน ฮuลลีย์ ก็เรียนเก่งขนาดจบได้ “double first”

นั่นคือ ไม่ใช่ได้เกียรตินิยมอันหนึ่งเท่านั้น แต่ยังทำคะแนนได้สูงสุดในคณะด้วย

ซึ่งการได้ที่หนึ่งสองทีแบบนี้ มหาวิทยาลัยที่อังกฤษเขาเรียก “double first” อีกทั้งท่านอาจารย์ชัยอนันต์และบารอน ฮuลลีย์ ก็เข้าไปในการเมืองเต็มๆ ด้วย แม้ว่าอาจารย์ชัยอนันต์จะไม่ได้เป็นนักการเมืองอย่างท่านบารอน

แต่ท่านก็เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนสมมุติฐานที่ว่า “คนคิ้วแบบนี้ ล้ำลึก” มันมีแค่สองคน และนอกนั้นก็เห็นในหนังจีนกำลังภายใน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนได้มากน้อยเพียงไร?!

เพราะถ้าจะว่าตามปรัชญาวิทยาศาสตร์ในแบบประจักษ์นิยมก็ถือว่ามาถูกทาง เพราะผมไม่ได้มโนหรือจินตนาการเอาเอง

แต่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างคิ้วกับผลลัพธ์ทางสมอง แต่ถ้าว่าตามปฏิฐานนิยม มันก็น่าจะต้องสังเกตเก็บข้อมูลหลักฐานให้มากกว่านี้

ถ้ายิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งจะยืนยัน “ความถูกต้อง” ของสมมุติฐานนี้เท่านั้น แต่ถ้าวันใดเจอใครสักคนที่คิ้วยาวรุงรังชี้ๆ แต่ไม่โดดเด่นทางสมอง ไม่ฉลาด สมมุติฐานนี้ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะถูกพิสูจน์ว่าผิดจากคนคนเดียวคนนั้น

ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ได้มีคิ้วพิสดารแบบนี้ แต่ก็ฉลาดล้ำลึกและพัวพันเรื่องการเมืองก็ไม่น้อย

ดังนั้น สมมุติฐานนี้จึงยังไม่น่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่เคยเจอคนจรจัดที่อังกฤษที่มีคิ้วพิสดารแบบนี้

 

แม้ว่าสมมุติฐานนี้จะยังไม่ถูกต้องเต็มร้อย และอาจจะเป็นเพียงมายาคติ แต่ผมเองก็กลับอยากที่จะมีคิ้วอย่างนี้บ้าง

เผื่อจะได้อานิสงส์ได้ฉลาดปราดเปรื่องเป็นปราชญ์และมีบทบาททางการเมือง

ผมก็พยายามเอาแปรงเล็กๆ มาหวีมากวาดคิ้วให้ชี้ๆ ขึ้นแบบอาจารย์ชัยอนันต์

แต่มันกลับไม่ดูขลังแบบของท่าน แต่กลับดูเป็นตัวโกง กังฉินเหมือนตัวร้ายในหนังจีนกำลังภายใน

เลยเลิกคิดเลียนแบบคิ้วอาจารย์ชัยอนันต์ไปในที่สุด

และยามเมื่ออายุมากขึ้น คิ้วกลับร่วงอีกต่างหาก!! อนิจจา อนิจจัง

 

นอกจากขนาดศีรษะ ผมขาวและขนคิ้วแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะที่โดดเด่นสำคัญของอาจารย์ชัยอนันต์คือ “เสียง”

อาจารย์มีเสียงที่ฟังแล้วทรงพลังยิ่ง ฟังแล้วน่าเกรงขามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น

น่าเสียดายที่การสื่อสารของผมเป็นการเขียนผ่านทางหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ เพราะหากเขียนลง facebook ก็จะพยายามหาทางอัดเสียงของท่านมาให้ฟัง

แต่ยังไงก็สามารถหาฟังได้จาก youtube ซึ่งมีคลิปที่มีเสียงอาจารย์อยู่มากมาย

(พูดถึงเสียงที่มีอำนาจนี้ นอกจากอาจารย์ชัยอนันต์แล้ว ก็จะมีเสียงของ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อีกท่านหนึ่ง ไม่เชื่อก็ลองหาฟังดู)

จากที่มีความศรัทธาในตัวอาจารย์ชัยอนันต์ และอยากเรียนกับท่านจริงๆ จังๆ แต่ก็ไม่ได้เรียน เพราะอย่างที่เล่าไปในตอนที่แล้วว่า เมื่อขึ้นชั้นปีที่สอง จะต้องเรียนวิชาบังคับที่ชื่อ ทฤษฎีรัฐศาสตร์ 1 ปรกติอาจารย์ชัยอนันต์เป็นคนสอน แต่เทอมนั้น ท่านหายตัวไป และมีข่าวลือว่า ท่านหลบภัยการเมือง เพราะตอนนั้นทหารครองเมือง หลังจากที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520

และเทอมแรกปีสองของผมก็คือ กลางปี พ.ศ.2521 ทหารยังปกครองบ้านเมืองอยู่ และอาจารย์ชัยอนันต์ท่านก็ไม่ชอบการทำรัฐประหาร

เมื่อท่านหายตัวไป ผมเลยไม่ได้เรียนทฤษฎีการเมืองกับท่าน ก็มานั่งดูรายวิชาว่า มีวิชาอะไรอีกที่ท่านสอน

ตอนนั้นมีรุ่นพี่ชื่อตู่ (ปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา) ผู้เป็นทั้งรุ่นพี่รัฐศาสตร์และรุ่นพี่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นรุ่นพี่สองปี แม้นว่าเขาจะอยู่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แต่ก็มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องความคิดทฤษฎีการเมืองอย่างยิ่ง

เขาได้มาลงเรียนวิชาของภาควิชาการปกครอง หนึ่งในนั้นคือ วิชาความคิดทางการเมืองไทย ที่อาจารย์ชัยอนันต์เป็นคนออกแบบและเปิดวิชานี้ขึ้นเป็นครั้งแรกของคณะ

พี่ตู่มาเล่าให้ผมฟังว่า วิชานี้น่าสนใจยังไง เขาบอกว่า เขาเรียนวิชานี้กับท่านอาจารย์สมบัติ (ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ที่อาจารย์ชัยอนันต์เชิญมาสอน

เข้าใจว่า ตอนที่พี่ตู่เรียนนั้น อาจารย์ชัยอนันต์ก็หายตัวไปในเวลาเดียวกันกับที่หายตัวไปจากวิชาทฤษฎีรัฐศาสตร์ 1

พี่ตู่เล่าว่า เขาได้ทำรายงานโดยตีความและวิเคราะห์ความคิดทางการเมืองใน “นิทานเสียวสวาด” อันเป็นวรรณคดีของลาวและมีอิทธิพลในอีสานบ้านเราด้วย

เรื่องราวของเสียวสวาดจะเป็นยังไง? แล้วผมได้ไปเรียนความคิดทางการเมืองกับอาจารย์ชัยอนันต์ไหม?

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

บทความก่อนหน้านี้เปิดเบื้องหลังชีวิตราชการ 40 ปี พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข นามนี้ “ตงฉิน” ไม่เอียงให้ใคร
บทความถัดไปกฎแห่งกรรม – กรรมตามหน้าที่ที่ให้ผล – กรรมตามเวลาให้ผล