รู้จัก “ไมค่อน-ยาสมิน คาร์โดโซ่” ยอดนักเตะรุ่นจิ๋ว “บราซิลเลี่ยน-ราดรี” ที่หลายคนลุ้นให้ติด “ทีมชาติไทย”

เรียกเสียงฮือฮาให้คอฟุตบอลไทยได้ไม่น้อย

เมื่อมีผู้นำคลิปลีลาการเล่นฟุตบอลของเจ้าหนูฝาแฝดชาย-หญิงชาวบราซิลแต่อาศัยอยู่เมืองไทย อย่าง “ไมค่อน คาร์โดโซ่” และ “ยาสมิน คาร์โดโซ่” มาโพสต์ลงบนโลกโซเชียลจนโด่งดัง

ทั้งสองกลายเป็นที่ชื่นชอบชื่นชมของแฟนบอล ด้วยลีลาการเล่นที่ไม่ธรรมดาและทักษะความสามารถเฉพาะตัวที่สูงเกินวัย

บางคนถึงกับยกให้หนูน้อยทั้งคู่เป็น “ความหวังใหม่” ของวงการฟุตบอลไทยที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง”

โดยเฉพาะแฝดเพศชายผู้พี่อย่าง “ไมค่อน” ซึ่งหลายคนออกความเห็นว่าเขามีศักยภาพสูงพอจะเป็นผู้สืบทอดตำนานของคุณพ่อ “ดักลาส คาร์โดโซ่” อดีตนักฟุตบอลอาชีพฝีเท้าดีจากบราซิล ที่เคยมาค้าแข้งกับสโมสร “บุรีรัมย์ พีอีเอ” และ “ราชบุรี มิตรผล เอฟซี”

และปัจจุบันทำหน้าที่ดูแล “เดอะ ดราก้อน อะคาเดมี” ของทีมราชบุรี

ไมค่อนคือเด็กชายที่ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ เขามีเชื้อสายบราซิลเลี่ยนเต็มตัว โดยติดตามคุณพ่อเดินทางมายังประเทศไทยตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ เมื่อ พ.ศ.2553

เริ่มแรก ไมค่อนเป็นเพียงแค่ผู้ชมข้างสนามซ้อมและสนามแข่ง ยามผู้เป็นพ่อลงไปวาดลวดลายเพลงแข้งสไตล์แซมบ้า

แต่ด้วยมนต์เสน่ห์ของโลกฟุตบอล เด็กน้อยค่อยๆ เริ่มซึมซับ หลงรัก และหัดเล่นกีฬาประเภทนี้ ขณะมีอายุแค่ 4 ขวบ

เจ้าหนูไมค่อนซึ่งพูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วด้วยสำเนียง “ราด-รี” ชัดเป๊ะ เล่าว่าในสมัยแรกๆ ตนจะติดตามพ่อไปแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นสนามซ้อม หรือแม้แต่การไปชมเกมข้างสนาม

จากนั้นจึงเริ่มฝึกหัดทักษะกีฬาฟุตบอล โดยมีคุณพ่อดักลาสเป็นโค้ชส่วนตัว

“เสี่ยฟลุค-ธนวัชร์ นิติกาญจนา” ผู้จัดการทีมราชบุรี มิตรผล เอฟซี และ “สิงขร มังคุด” ผู้ฝึกสอนประจำเดอะ ดราก้อน อะคาเดมี เห็นตรงกันว่าไมค่อนเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านฟุตบอลสูง หากเทียบทักษะกับเด็กในรุ่นเดียวกัน หรือกระทั่งเด็กที่โตกว่าบางคน

ดังนั้น หากเจ้าหนูรายนี้ยังสามารถพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นนักเตะที่ดีได้แน่นอน

“ผมเห็นเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ความสามารถเฉพาะตัวเขาสูงอยู่แล้ว มีไหวพริบ คือเชื้อสายเขามีเลือดบราซิลเลี่ยนอยู่ในตัว ด้วยความมุ่งมั่นของน้องเขา ผมเชื่อว่าด้วยรูปร่างหน้าตา ด้วยเชื้อสาย ด้วยความมีพ่อปั้น มีใจที่รักเป็นทุนเดิม เด็กคนนี้น่าจะมีอนาคตที่สดใสแน่นอน” เสี่ยฟลุคกล่าว

“(ไมค่อนมีจุดเด่น) เรื่องการคอนโทรลฟุตบอล เซนส์ในการทำประตูกับเกมรุก ไอเดียในการเล่นกับเกมรุก การใช้ทักษะในการหลอกต่างๆ อะไรอย่างนี้ ซึ่งคนโตบางครั้งยัง (เล่นได้) ไม่เท่าเขาเลย แต่นอกเหนือไปกว่านั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดว่าไมค่อนเหนือกว่าเด็กหลายๆ คนคือ เวลาเขาฝึกซ้อม เขามักจะทำเต็มที่เสมอ” สิงขรแสดงความเห็น

เมื่อนำเส้นทางฟุตบอลของไมค่อนมาเทียบกับแฝดผู้น้องอย่างยาสมิน ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ชื่นชอบกีฬาลูกหนังมากนัก เพราะสาวน้อยรายนี้เริ่มหัดเล่นฟุตบอลตามหลังแฝดผู้พี่ถึง 3 ปี

ยาสมินหัดเตะฟุตบอลเพราะว่าไมค่อนชวนไปเล่นด้วยตอน 7 ขวบ จากนั้นจึงเริ่มสนใจและชอบกีฬาชนิดนี้มากขึ้น

แต่ปัญหาก็คือ กีฬาฟุตบอลในประเทศไทยนั้นนิยมเล่นกันเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย นั่นจึงส่งผลให้ยาสมินต้องลงฝึกซ้อมและแข่งขันกับเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กชาย

ขณะนี้สองพี่น้องฝาแฝดมีอายุ 9 ขวบ และยังมุ่งมั่นฝึกซ้อมอยู่กับเดอะ ดราก้อน อะคาเดมี

ทั้งคู่มีจุดเด่นคล้ายคลึงกันอย่างมาก นั่นคือทักษะในการเล่นเกมรุก (ไมค่อนถนัดตำแหน่งปีกซ้าย ส่วนยาสมินถนัดตำแหน่งปีกขวา) โดยเฉพาะการเลี้ยงฟุตบอลริมเส้น ก่อนจะตัดเข้าในแล้วยิงประตู หากกองหลังคู่ต่อสู้ปล่อยให้เขาและเธอมีพื้นที่ว่าง รับรองว่าต้องเจองานหนักแน่นอน

แม้ว่าทักษะของคู่แฝดบราซิลเลี่ยนจะโดดเด่นเกินอายุ จนเหล่าผู้ชื่นชอบเชื่อว่าทั้งสองคนจะเป็นความหวังใหม่ของวงการลูกหนังไทย แต่ดักลาส คาร์โดโซ่ ผู้พ่อ ยังมองว่าลูกๆ ของเขามีอะไรต้องพัฒนาอีกเยอะ

เพราะหากนำไปเปรียบเทียบกับเด็กอายุใกล้เคียงกันในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่บ้านเกิดอย่างบราซิล ทักษะของไมค่อน-ยาสมินก็แทบจะถูกมองว่า “ธรรมดา” ไปเลย เนื่องจากมาตรฐานระดับสูงของการเล่นฟุตบอลที่นั่น

เช่นเดียวกับเสี่ยฟลุคที่มองเห็นนักเตะดาวรุ่งมาแล้วมากมาย ผู้จัดการทีมราชบุรีบอกว่า หากเทียบกับเด็กทั่วไป สองพี่น้องถือว่ามีฝีเท้าโดดเด่นกว่าชัดเจน แต่หากนำมาเปรียบกับเด็กที่มีพรสวรรค์เหมือนกัน ลูกๆ ของดักลาสคงอยู่ในระดับที่ “พอใช้ได้”

ยิ่งกว่านั้น การพัฒนาทักษะด้านฟุตบอลของเด็กไทยทุกวันนี้ยังเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ เพราะทุกคนสามารถเรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังได้ทันกัน จากบรรดาอะคาเดมีที่มีจำนวนมากขึ้น พร้อมคุณภาพที่สูงขึ้น

“ย้อนกลับไปตอนผมเด็กๆ เนี่ย อยากเตะบอลก็ไม่มีโอกาสเตะ เพราะว่าอะคาเดมีฟุตบอลสมัยที่ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หรือ 30 ปี มันไม่ได้เป็นเหมือนวันนี้ ตอนเด็กๆ ที่ผมอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จะเตะบอลก็ใช้ลูกบอลพลาสติก หรือไม่ก็ดูนักเตะทีมโรงเรียนเตะ ซึ่งโอกาสแบบยุคสมัยนี้ไม่มี จะไปเรียนก็แพงด้วย” เสี่ยฟลุคเปรียบเทียบ

“ไมค่อน-ยาสมิน” เองก็ทราบถึงความท้าทายข้อนี้เป็นอย่างดี เขาและเธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งและเหนือกว่าใคร ทั้งคู่มองว่าพวกตนยังคงต้องทำงานหนักอีกมาก

เพราะหลายครั้งที่ลงฝึกซ้อมและแข่งขัน มีเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนสามารถแย่งฟุตบอลและป้องกันพวกเขาได้ แถมบางคนยังเล่นดีในระดับเดียวกันหรือดีกว่าด้วยซ้ำ

สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ทั้งคู่ต้องเร่งพัฒนาฝีเท้าต่อไปไม่หยุดยั้ง

ความฝันสูงสุดของยาสมินคือการเป็นนักฟุตบอลหญิง ส่วนความฝันสูงสุดของไมค่อนคือการได้ลงเล่นใน “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” แต่หากไปไม่ถึงฝันสูงสุด การลงเล่นในสีเสื้อ “ราชบุรี มิตรผล” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของเขา เพื่อตามรอยความสำเร็จของผู้เป็นพ่อ

“ส่วนตัวผม มองทั้งคู่เหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ได้มองเขาเหมือนกับเขาเป็นคนที่จะต้องเอามาเข้า (ทีม) ชุดใหญ่เรานะ ผมเห็นเขาตั้งแต่ตัวเขายังเพิ่งหัดเดิน-วิ่ง น่าจะเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ ถ้าเกิดมีวันนั้นจริงๆ ผมก็คงภูมิใจ แล้วก็ประมาณแบบคงตื้นตัน

“เพราะว่าเห็นเขามาตั้งแต่ตัวเล็กมาก แล้ววันหนึ่งเขามานั่งอยู่ในห้องแต่งตัว ซึ่งเราเป็นคนคุมอยู่ เป็นเหมือนกับลูกน้องเราโดยตรง ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่คงดีใจ วันนี้เขาก็รักทีม เขาก็ภูมิใจในความเป็นราชบุรี มิตรผล ตัวไมค่อนเอง ถ้าเกิดมันมีวันนั้นจริงๆ ก็คงดีใจมากๆ” เสี่ยฟลุคพูดถึงความฝันของไมค่อน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเติบโตในเมืองไทยและสื่อสารภาษาไทยได้รู้เรื่อง แต่ไมค่อนกับยาสมินถือเป็นนักเตะบราซิลเลี่ยน 100% ด้วยเหตุนี้ การลงเล่นระดับอาชีพในประเทศไทย จึงต้องดำเนินไปตามเงื่อนไขข้อบังคับ

เมื่อได้เวลาเล่นลีกอาชีพ สองพี่น้องจะต้องเป็นนักเตะในโควต้าต่างชาติ ขณะเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากฝาแฝดบราซิลเลี่ยน-ราชบุรีคู่นี้จะได้รับสัญชาติไทยตามระบบกฎหมายไทย

แม้หลายคนจะใฝ่ฝันอยากให้ “ไมค่อน-ยาสมิน คาร์โดโซ่” ก้าวขึ้นไปเป็น “ขุนพลช้างศึก-ชบาแก้ว” ในอนาคตก็ตาม

บทความก่อนหน้านี้ธเนศวร์ เจริญเมือง : 2 แนวทางของการศึกษาระดับอุดมศึกษา
บทความถัดไปตามไปดูการฝึกร่วมต่อต้านการก่อการร้าย ไทย-ปากีสถาน หนึ่งในความร่วมมือทางทูตที่สำคัญ