ใส่บ่าแบกหาม /พรพิมล ลิ่มเจริญ/The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society

พรพิมล ลิ้มเจริญ

ใส่บ่าแบกหาม / พรพิมล ลิ่มเจริญ

The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society

เธอจ๊ะ
The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society หนังชื่อยาวใช้ได้เลย แต่ก็สร้างความน่าสนใจใช้ได้พอกัน


เดิมทีมันเป็นนิยาย ใช้ชื่อเดียวกันนี้ เขียนโดย Mary Ann Shaffer และ Annie Barrows ขายดีติดอันดับจากหลายสำนัก
เป็นเรื่องราวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องความรัก มิตรภาพ และหนังสือ สมดังชื่อไง
กำกับการแสดงโดย Mike Newell พี่เขากำกับฯ Four Weddings and a Funeral (1994) ที่ฉันชอบ แล้วก็มา Harry Potter and the Goblet of Fire (2005), Love in the Time of Cholera (2007) ตลอดจน Prince of Persia: The Sands of Time (2010) ที่ฉันเคยดูแต่ไม่ปลื้มมากมาย
มาเรื่องนี้สิดี สนุก สนุกตั้งแต่เป็นนิยายแล้วแหละจะว่าไป
ในนิยายเขียนมาในรูปแบบจดหมาย คนนี้เขียนถึงคนนั้น คนนั้นเขียนตอบคนนี้ เอามาสร้างเป็นหนังเขาก็ใช้กลวิธีแบบภาพยนตร์ คือเล่าเป็นเรื่องไป มีส่วนที่เป็นจดหมายมาประกอบพอเป็นพิธี
และด้วยความที่เป็นหนังอังกฤษ ฉันก็ชอบตรงที่เราก็จะได้เห็นสำนวนแปลกๆ แบบที่เคยแต่อ่านเจอ เอามาใช้ในการสนทนาโดยคนจริงๆ
แบบ Stone the crows. เป็นสำนวนเก่าแก่ ใช้อุทานแสดงความประหลาดใจ เวลาความไม่สะดวกหรือรู้สึกรำคาญได้ผ่านไป

 

Stone the crows. แปลตรงตัวก็คือ ปาหินใส่อีกา, crow คือ อีกา
ตามปกติธรรมดา ถ้าเราทำฟาร์มทำไร่ ถ้าอีกามาเยือน ฟาร์มเราจะตกอยู่ในอันตราย มันจะมากินลูกแกะเกิดใหม่ มาทำลายพืชผลในไร่ของเรา เราจึงต้องเอาก้อนหินปาใส่อีกาอยู่เนืองๆ เป็นกิจวัตร
เราก็จะได้เห็นในฉากหนึ่ง ที่เจ้าของสำนักพิมพ์ที่นางเอกของเราสังกัดอยู่ แกมาทำงานแต่เช้า เช้ากว่าเลขานุการิณีมาอีก แกก็ทำงานไปดูยุ่งวุ่นวาย พอเลขาฯ มาถึงก็พลันอุทาน
Oh! Stone the crows, Mrs. B.
Good morning.
อ้าวไง คุณบี
สวัสดีตอนเช้า
หรือแบบ Two shakes of a lamb’s tail. เป็นสำนวนบอกจำนวนเวลาว่า เดี๋ยวเดียว ไม่นาน เร็วๆ นี้

ฉากหนึ่งมีตัวละครจะไปธุระ เลยพูดว่า
I’ll be back.
Two shakes of a lamb’s tail.
เดี๋ยวฉันมา
แป๊บเดียว
บางทีเราจะพูด I’ll be back in two shakes. ก็ได้ หมายความครือกัน
Guernsey อ่านว่า เกิ้น-ซี่ เป็นชื่อเกาะในประเทศอังกฤษ ถ้าเราจะไป แบบเริ่มต้นที่ลอนดอน เราก็นั่งรถไฟไปลงเมืองพอร์ตมัธ แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามช่องแคบอังกฤษไป หรือจะนั่งเรือบินไปเกาะก็ถึงได้เลย, เกาะนี้มีประวัติ นั่นคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีไปยึดครองเกาะเกิร์นซี่เอาไว้ เราจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่กองทัพนาซีได้สร้างไว้ อย่างป้อมปราการริมทะเล ที่กองทัพนาซีขนทาสจากโปแลนด์จากรัสเซียมาเป็นพันๆ คน บังคับให้ทำงานก่อสร้างทั้งวันทั้งคืน
They were kept in pens with
the sun beating down on them.
พวกทาสถูกกักไว้ในคอก
ตากแดดตากลม

 

เรื่องก็เริ่มที่นางเอกของเรา นางสาว Juliet Ashton เป็นนักเขียน ใช้นามแฝง หนังสือก็พอจะขายได้ดี ออกตระเวนเดินทางโปรโมตหนังสือของตนเอง เป็นกิจกรรมส่งเสริมการขาย มีแฟนนักอ่านมาต้อนรับ
แต่นางสาวจูเลียตไม่ค่อยชอบ แกเขินๆ เวลาต้องพบปะผู้คน มีคนถามง่ายๆ ว่า อะไรทำให้อยากมาเป็นนักเขียน?
Sitting indoors,
and always near a teapot.
ได้นั่งในที่ร่ม
และอยู่ใกล้กาน้ำชาตลอดเวลา
น่าเอ็นดูออก!
นอกจากนั้น ก็ยังมีแฟนนักอ่านเขียนจดหมายมาหาอาทิตย์ละหลายฉบับ วันหนึ่ง จดหมายฉบับหนึ่งก็มาจากมิสเตอร์ Dawsey Adams มาถามหาหนังสือเล่มหนึ่งที่นางสาวจูเลียตเขียน คือคุณดอซี่แกเคยอ่าน แล้วจำได้ว่าสนุก อยากเอาไปอ่านในชมรมหนังสือของแก ชมรมนี้ชื่อ The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society
จึงเกิดการติดต่อสื่อสารทางจดหมายขึ้น ก็ชื่อชมรมน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เป็นมาอย่างไรจึงได้ชื่อนี้มา นางสาวจูเลียตสนใจใคร่รู้ พี่ดอซี่ก็ใจดี นักเขียนอุตส่าห์ส่งหนังสือที่เพียงแค่ถามไปว่ามีขายที่ไหน นักเขียนใจดีไปตามหา ซื้อมาให้ที่ร้าน
และส่งไปรษณีย์มาให้เสร็จสรรพ

 

เรื่องก็เริ่มที่หมู
Because we had to keep
a roast pig secret
from the Germans.
เราต้องเก็บความลับเรื่องหมูย่าง
ไม่ให้พวกเยอรมันล่วงรู้
ทหารนาซีมาเอาหมูไปหมดทั้งเกาะ เพื่อไปเลี้ยงกองทัพ
They ordered me to grow potatoes.
เขาสั่งให้ผมปลูกมันฝรั่ง
อาหารที่กินทุกเมื่อเชื่อวันระหว่างสงคราม จึงมีแค่มันต้มกับน้ำ
A proper meal was had only in memory.
อาหารดีๆ มีแค่ในความทรงจำ
กองทัพนาซียังตัดขาดการติดต่อทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ไปรษณีย์ โทรเลข ชีวิตโดดเดี่ยวแร้นแค้น แต่อยู่มาพี่ดอซี่ก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนบ้าน ให้ไปเจอ ไม่ได้บอกว่าอะไร แต่ให้เอา butcher knife หรือมีดที่ใช้แล่เนื้อสัตว์ไปด้วย
สรุปในวันนั้น ได้พบว่ามีสมาชิก 1 ใน 5 คนซ่อนหมูไว้หนึ่งตัว วันนั้นทั้งห้าคนจึงได้ร่วมกันกินอาหารเย็นเป็นหมูย่าง และมีอาหารสมทบได้แก่ เหล้ายิน และมันบด แต่ขากลับบ้านนี่สิเป็นเรื่อง ถูกทหารนาซีทำท่าจะจับข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว
เลยต้องช่วยกันหาทางเอาตัวรอด ดอซี่คิดขึ้นมาว่าไปชมรมหนังสือกันมา เขาก็ถามว่าชมรมชื่ออะไร ก็อึกอัก เลยต่างคนต่างคิดออกมาคนละคำสองคำ ได้มาว่า Guernsey คนหนึ่งว่า literary คุณลุงคนหนึ่งเมาได้ที่พูดพลางหัวเราะพลางว่า Potato Peel Pie ที่เป็นมันบดที่ตัวเองทำมา แต่เรียกชื่อเสียเก๋
เลยสรุปให้ได้ใจความ เพื่อมิให้ทหารนาซีสงสัยแคลงใจ

 

The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society จึงต้องตั้งขึ้นมา ดำเนินการอย่างเป็นทางการ เหล่าสมาชิกทั้งห้าจะอ่านหนังสือ และมาถกประเด็นกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหน
Our Friday night book club
became a refuge to us.
ชมรมหนังสือทุกคืนวันศุกร์
จึงเป็นที่พักใจของพวกเรา
ความที่เรื่องราวของชมรมหนังสือมันน่าสนใจจังเลย มีพวกนาซี มีชีวิตคนจริงๆ พบเจอเรื่องราวจริงๆ ถ้าได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องราวจากปากพวกเขา มันต้องดีแน่ๆ ต่อบทความของเธอ
It’s for The London Times.
ที่เขียนนี่เขียนให้
เดอะ ลอนดอน ไทม์สเชียวนะ
เมื่อได้มาเจอกับสมาชิกชมรมหนังสือเดอะ เกิร์นซี่ฯ นี้เข้าจริงๆ นางสาวจูเลียตก็อ้างเอ่ยถึงหนังสือพิมพ์ชั้นนำของลอนดอนอย่างภูมิใจ แต่หาได้มีใครตื่นเต้นไปกับเธอ เรื่องราวของพวกเขามันสำคัญกว่าการจะให้ใครที่ไม่รู้จักมาเขียนถึงแทน
เรื่องสนุกก็เพราะได้ดูเหล่าสมาชิกชมรมถกประเด็นหนังสือต่างๆ นางเอกของเราได้พยายามหาเรื่องราวให้ได้มาเขียนเป็นหนังสือ พยายามสร้างมิตรไมตรีกับผู้คน ให้ได้ข้อเท็จจริง แล้วสุดท้ายก็ได้เพื่อนใหม่ ได้รู้ว่าคนไหนไม่มีทางใช่เพื่อน และได้ความรัก
สนุกจัง ฉันชอบ เธอก็น่าจะชอบ
ฉันเอง

บทความก่อนหน้านี้มองบ้านมองเมือง / อภิมหาโครงการ
บทความถัดไปแพทย์จีนเปิดตัวการรักษามะเร็งด้วย CAR-T เซลล์ เพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วย ประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์