เศรษฐกิจ/หุ้นไทยดี๊ด๊ารับข่าวเลือกตั้ง ทะลุ 1,700 รอไปต่อ 1,800 จุด ต้องลุ้น ‘มะกัน-จีน’ หย่าศึกการค้า…พ.ย.รู้

เศรษฐกิจ

 

หุ้นไทยดี๊ด๊ารับข่าวเลือกตั้ง

ทะลุ 1,700 รอไปต่อ 1,800 จุด

ต้องลุ้น ‘มะกัน-จีน’ หย่าศึกการค้า…พ.ย.รู้

 

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นชัดเจน

รับข่าวดีเลือกตั้ง รวม 49.79 จุด หลังมีประกาศราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยระบุถึงการบังคับใช้กฎหมายไว้ว่า กฎหมาย ส.ว.มีผลใช้บังคับวันถัดไปจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ส่วนกฎหมาย ส.ส.มีผลบังคับใช้หลังประกาศราชกิจจาฯ ครบ 90 วัน หรือประมาณเดือนธันวาคมปีนี้ และต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วันหลังจากนั้น

เพราะฉะนั้น กรอบเวลาช้าสุดคือจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤษภาคม 2562

ส่งผลให้นักลงทุนกระชุ่มกระชวย และโบรกเกอร์เชียร์หุ้นยังไปได้ต่อ

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ประตูสู่การเลือกตั้งเปิดอย่างเป็นทางการ โดยดัชนีตลาดหุ้นวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ขึ้นกระฉูด 2.3%

และคาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นหลังจากนี้มีโมเมนตัมปรับขึ้นอย่างแน่นอน ภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติหันมาซื้ออย่างต่อเนื่อง

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฉายว่า ตามสถิติดัชนีตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกด้วยการปรับเพิ่มขึ้นล่วงหน้า 6 เดือน และคาดว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปีหน้า จะมีการสานต่อนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะการสานต่อโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 โดยแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นหลังจากนี้ ประเมินว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่อง ตั้งเป้าดัชนีสิ้นปี 1,805 จุด

“ภาพตลาดสัปดาห์นี้คาดว่าดัชนีจะปรับขึ้นต่อ มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งนี้ มองภาพเคลื่อนไหวตลาดหุ้นช่วงนี้ว่าจะคล้ายกับช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2560 เป็นภาพเดจาวู เพราะฉะนั้น ปีนี้เห็นดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,800 จุด แน่นอน และยังขึ้นต่อเนื่องหลังมีการเลือกตั้ง โดยมองรัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลผสมที่มาจากหลายพรรค ภายใต้กติการะบบเลือกตั้งแบ่งสรรปันส่วน ยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้คะแนนทั้งหมด หรือการทำคะแนนเกิน 200 เสียงก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก”

“มีแนวโน้มที่จะเห็นพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การสานต่อนโยบายจึงน่าจะต่อเนื่อง ไม่สะดุด”

 

ด้านนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด อธิบายว่า ภาพรวมตลาดหุ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความชัดเจนของปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยหลัก และจะปรับขึ้นในลักษณะไซต์เวย์อัพในช่วง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง และปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 1 เดือนครึ่ง หรือประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เรียกว่าปรากฏการณ์เลือกตั้งแรลลี่

ทางทรีนีตี้จึงประเมินเป้าดัชนีช่วงไตรมาส 3/2562 ที่ระดับ 1,829 จุด และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสั้นๆ ยังมีความเสี่ยงเรื่องสถานการณ์ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทำให้เงินไหลออกจากตลาดบอนด์กลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทั้งอินโดนีเซีย อาร์เจนตินา เป็นต้น

แต่ทรีนีตี้ก็ฟันธงว่าช่วงปลายปีนี้เงินจะเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะมีความคลี่คลาย ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 6 พฤศจิกายน ประกอบกับคาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศอื่นๆ ทั้งการส่งออกและยอดการปล่อยสินเชื่อภายในประเทศ เป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง แต่ยังห่วงการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น และราคาพืชผลทางการเกษตรบางรายการที่ยังมีราคาแพง เช่น กระเทียม

“จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน ดัชนีจะทยอยปรับขึ้นในลักษณะไซต์เวย์อัพ เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจจากแผนการเลือกตั้งที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ กำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ยังไม่ถูกปรับขึ้นมากนัก ต้องรอติดตาม หากอีพีเอสถูกปรับขึ้นจะมีผลทำให้แอ๊กทีฟฟันด์เข้ามามากขึ้น”

 

แม้ว่าตลาดอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่เปิดต้นสัปดาห์นี้หุ้นติดลบจากความกดดันสถานการณ์สงครามการค้า โบรกเกอร์จึงประเมินดัชนีตลาดหุ้นพักตัวไปอีกสักระยะ แต่ดัชนีไม่น่าลงไปต่ำกว่า 1,709 จุด และยังคงคาดว่าจะดีดตัวขึ้นทดสอบ 1,730 จุดในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นโอกาสในการสะสมกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นในระดับต่ำ เพื่อรอการกลับมาซื้อคืนของต่างชาติอีกครั้ง

บล.กสิกรไทย ยังแจ้งเพิ่มเติมว่า สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์สงครามการค้า แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังเปิดช่องยุติข้อพิพาทการค้า โดยในวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าฯ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 วงเงิน 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ ส่วนก้อนใหม่ วงเงิน 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะเก็บภาษีอัตรา 10% เริ่ม 24 กันยายนนี้และจะเก็บในอัตรา 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2562 ซึ่งหากจีนตอบโต้กลับจนกระทบกับเกษตรกรสหรัฐและอุตสาหกรรมอื่นๆ สหรัฐจะเริ่มการเก็บภาษีระยะที่ 3 วงเงิน 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐทันที

ประเมินว่าตลาดกำลังเฝ้ารอผลการเจรจา หากจีนยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมเจรจาในวันที่ 20 กันยายน ตลาดจะตอบรับในทางบวก แต่หากปฏิเสธการเจรจาและปฏิบัติการตอบโต้กลับจะเป็นข่าวลบที่สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนน่าจะแค่ชะลอการลงทุน เพื่อรอดูการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปบางอย่างในช่วง 20-23 กันยายนนี้

โดยแบ่งสถานการณ์ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนออกเป็น 3 ช่วง ประกอบไปด้วย

 

ช่วงที่ 1 ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 6 พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่จีนถูกบีบจากสหรัฐสูงที่สุด ซึ่งต้องติดตามว่าจีนจะยอมทำข้อตกลงการค้าใหม่ด้วยการยอมบางส่วน เพื่อเป็นการสร้างคะแนนความนิยมให้ทรัมป์ก่อนการเลือกตั้ง หรือจะไม่ยอมและยื้อเวลาไปถึงช่วงที่ 2

ช่วงที่ 2 ช่วงหลังเลือกตั้งจนถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่การเก็บภาษี 2 แสนล้านเหรียญยังอยู่ในอัตรา 10% จีนอาจมองเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายต่อการเจรจามากขึ้น ท่าทีของสหรัฐอาจลดความแข็งกร้าวลง เนื่องจากพ้นการเลือกตั้งมาแล้ว อีกทั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐและจีน จะเป็นช่วงที่ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีโอกาสจบลงได้มากที่สุด

ช่วงที่ 3 เริ่มต้นปี 2562 หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เท่ากับเปิดศึกอย่างเป็นทางการ สหรัฐจะเก็บภาษีจากจีนในอัตรา 25% ทั้งก้อน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ฝั่งจีนก็จะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐในอัตราภาษีที่สูงกว่าสหรัฐ และตามด้วยการตอบโต้ไปมาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดอย่างรุนแรง

เพราะฉะนั้นแม้ว่าโบรกเกอร์ต่างมองตรงกันว่าปีนี้ดัชนีทะลุ 1,800 จุดแน่นอน แต่ระหว่างทางยังคงมีความผันผวน ด้วย “ความเข้มข้น” ของสงครามการค้าสหรัฐกับจีน

ดัชนีหุ้นไทยจะไปต่อหรือม้วนหาง ลุ้นต่อหลังเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเดือนพฤศจิกายนนี้…อดใจรออีกนิดเดียว!!

บทความก่อนหน้านี้สมุนไพรมหิดล / คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล/จำปา
บทความถัดไปสมุนไพรเพื่อสุขภาพ / โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง/สามร้อยยอด สุดยอดที่คุณไม่เคยรู้?