ทวีปที่สาบสูญ ที่ฝากรอยบาดไว้

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

ครั้งแรก เหมือนดังมาจากที่แสนไกล แต่แล้วก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกขณะ จนกระทั่งฟังชัดเหมือนกังวานอยู่ในแก้วหู

[…ยามฟ้าจูบจันทร์หวิวหวั่นจริง อยากให้ฟ้าอิงอย่าทิ้งจันทร์1

ให้ลมรำเพยเฉลยรำพัน…]

ฉันผุดลุกขึ้นนั่ง เหลียวมองรอบตัว ไม่มีใครในห้องนอนแคบ แต่เสียงนั้นยังหวานใสไหวแว่ว

[…ว่าหนึ่งดวงใจฝักใฝ่ดวงจันทร์ เพ้อเพ้อลมลมงมงายพอกัน…

ปล่อยอารมณ์ดื่มฝัน แท้จริงพระจันทร์จูบฟ้า…]

ลุกขึ้นจากสะลี มีกลิ่นดอกเก็ดถะหวาโชยมาจางๆ ในอากาศ เปิดประตู มองดูซ้ายขวา บนเติ๋นยังมืดและเงียบสงัด แต่พลันก็เห็นร่างหนึ่งยืนใกล้บันไดลงเรือนครัว

แม่…ในเสื้อผ้าซอมซ่อ ใบหน้าผอมกร้าน โหนกแก้มยกสูง กำลังขยับปากอย่างตกในภวังค์

ทันใดนั้น อีกคนก็เดินขึ้นเรือนมา

พ่อ

[…ฟ้ามีพระจันทร์คอยจูบ ฉันพลอยวูบใจทุกครา

จันทร์น่ามองสวยผ่องผุด นวลนุชผ่องกว่า

คงจะพาให้ลอยลมไป

วอนรักสักครั้ง ฝากฝังกับใคร…ฝากรักฝากใจฝากลมไปวอนเฉลย…]

“ไหนว่าจะไม่ร้องเพลงนี้อีก!”

เสียงเกือบจะคล้ายพ่อ แต่ก็ไม่ใช่…หรือจะใช่ ฉันกะพริบตา

และดังว่าสองร่างที่อยู่ตรงนั้นบิดเบี้ยวพร่าเลือนไปชั่วขณะ เหมือนภาพไหวในน้ำกระเพื่อม ก่อนจะกลับมารวมรูปอีกครั้ง

ชายหนึ่ง และหญิงหนึ่ง ยืนจ้องกันที่นั่น

“ทำไม? พี่มีปัญหาอะไร ในเมื่อฉันพอใจจะร้อง พี่จะทำไม!”

“อย่าบอกนะ ว่าคิดถึงมันอีก!”

เงียบ ผู้หญิงโหนกแก้มสูงคนนั้น เพียงแต่เงียบนิ่งอยู่

“ขอทีได้มั้ย ชีวิตเรากำลังจะไปได้ดี ดูสิ! พี่ทำทุกอย่างให้เธอพอใจ ยังจะเอาอะไรอีก ลืมมันเสียที! ความรักลมๆ แล้งๆ!”

“ลมๆ แล้งๆ! แล้วพี่มายุ่งกับฉันทำไม! ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องโง่ๆ งมงาย พี่ก็ไปเสียสิ!”

“…เดี๋ยวลูกได้ยินนะ อย่าเสียงดังได้ไหม”

“ได้ยินก็ช่างสิ ลูกพี่ เอามาให้ฉันเลี้ยงทำไม!”

“ไม่ใช่! ลูกของเรานะ…ลูกของเรา!”

 

หัวใจเต้นตึกตัก นั่นก็คือตัวฉันใช่ไหม ตัวยังเล็กอยู่เลย ยืนขาแข็งอยู่ใกล้ประตูบานใหญ่ ได้แต่ค่อยๆ ทำตัวเองทำให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามมองไปที่ร่างทั้งสอง

“ชื่อลูกน่ะ ตั้งเพราะอีคนนั้นใช่มั้ย!”

“ใช่ ฉันตั้งตามชื่อเขา นึกว่ารู้แล้วเสียอีก”

น้ำเสียงนั่น…

“แบบนี้ใช่ไหม ถึงไม่ให้ลูกใช้นามสกุลพ่อ”

“ใช่”

ผู้หญิงคนนั้นเชิดหน้า ดวงตาวาววามด้วยความมั่นใจในตนเอง

“ฉันก็เหมือนกัน จะไม่มีวันใช้นามสกุลใคร นอกจากของแม่ฉัน!”

มือฉันเริ่มเย็น และรู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพนั้นมาก่อนแล้ว…ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

“คอยดูเถอะ! จะทำหุ่นฝังมันให้เจ็บ!”

“เอาสิ ถ้าพี่ทำวันไหน ฉันก็จะทำบ้างวันนั้น”

“อ้อ ที่ขอให้สอนให้ แท้เป็นอย่างนี้เองหรือ”

“ใช่!”

“ตลกนะ” ผู้ชายร่างใหญ่พ่นเสียงในลำคอ “ไม่รู้หรือ มันเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก ใครจะฆ่ากันได้ด้วยเวทมนตร์คาถา”

“พี่ว่าเป็นยังไง ก็คงเป็นยังงั้น”

“ผู้หญิงทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอกน่า”

“ตกลงพี่กลัวหรือ?” น้ำเสียงยังท้าทาย

“กลัวฉันทำพี่? หรือกลัวตัวพี่เองทำอะไรไม่ได้ น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันรู้เรื่องนี้ช้าไป ใครๆ ก็กลัวพี่ กลัววิชาคาถาของพี่ เฮอะ! ที่จริง ถ้าพี่เอากับน้าร่อย2 ไปเสียก็แล้วเรื่อง”

“หยุดพูดนะ ก็รู้อยู่ว่าพี่ไม่เอาคนอื่น!”

“เพราะพี่อยากเอาฉัน…”

คำสวนกลับทันที …ฉันจำได้แล้วจริงๆ เยาะหยันแบบนั้น ความเจ็บปวดที่หลั่งเทออกมากับเส้นเสียงเหล่านั้น ความเครียดเกร็งในทุกอณูผิวเนื้อที่แผ่ซ่านออกมา ไม่อาจเป็นใครอื่นได้เลยนอกจากแม่

“…เพราะพี่อยากเอาฉัน พี่ก็เลยหาเรื่องเอาฉัน เอาคนที่ไม่เคยรักไม่เคยชอบตัวเอง เอาได้ลงคอ! แต่พี่จำไว้เลยนะ ใจฉัน เลือดฉัน แม้แต่ลูกที่เป็นส่วนหนึ่งของฉัน พี่จะไม่มีวันได้ ไม่มีวัน!”

 

ความเย็นยังคงไหลขึ้นจากปลายนิ้วสู่แขน สู่ซีกอกที่เต้นเป็นจังหวะ ความมืดดำหนาหนักทอดทาบลงบนใบหน้าหญิงชายที่ยืนประจันหน้า จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงขับลำนำอีกจังหวะหนึ่ง คลอแทรกขึ้นมา

[…นายจ่างจ๋า จ่างต้านปากป๊อง เหมือนนกต่อตั้งขันคู

กำฟู่น้อง ปุ๋นม่วนวอนหู ปุ๋นเอ็นดู บ่เจ็บแสบไหม้

พี่ขดตัวไหล มาปิงแอบใกล้ ใจ๋ในดีชุ่มยว้าย…]

“ตรงนี้แปลว่าอะไร…”

“เป็นคำย้อนค่ะ เขาว่า…เคยจำนรรจาเหมือนนกเขาคู เรียกหาคู่วอนเว้า สำเนียงเสียงใส ฝังในหูเฝ้า อวลอ่อนหวานจับใจ ยามอิงคนงาม เหมือนมีน้ำไหล เซาะซาบอาบใน ชุ่มใจพี่อ้าย”

“เพราะจริง พี่ชอบจัง”

มีคนอีกสองคนนั่งบนชานไม้กว้าง ดอกราชาวดีส่งกลิ่นหอมจากเบื้องล่าง และฟ้าบนมีเดือนส่องแสงสกาว

คนผมยาวสลัดไหล่อย่างรำคาญ

“เอาออกก็ได้ มา”

มือที่ใหญ่กว่าดึงเอื้องหอมอ่อนออกจากข้างหู อีกฝ่ายถอนใจอย่างโล่งอกทันที

“บอกแล้วอย่าเหน็บให้ คนไม่ชอบๆ ยังจะทำอีก!”

“อ้าว! ก็พี่อยากเห็นนี่นา ไหนใครว่าสาวเหนือชอบทัดดอกไม้”

“ทัดบุหรี่ยังดีเสียกว่า”

“หรือ” ยิ้มสว่างขึ้น “งั้นยื่นมือมา”

ตาคนผมยาวเหลือบขึ้นมอง ละมือจากหนังสือเก่าคร่ำคร่า แต่ไขว้แขนซ่อนเสีย

“อ้าว…ดูทำเข้า ยื่นมือมาเร็ว”

“จะเอาอะไรให้อีก บอกก่อนนะ ฉันไม่กลัวหนอน ไม่กลัวแมลงอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมาหลอก”

“โอย เรื่องนั้นพี่รู้อยู่แล้ว คนอย่างธิดาหรือจะกลัวอะไร นี่ พี่เอามาฝาก”

หน่วยตาดำยังซ่อนแววระแวง ก่อนค่อยยื่นมือออกมาช้าๆ ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอ ก่อนมวนขาวกลมกลึงจะวางลงแผ่วเบา

“หนึ่ง สอง สาม เอาไปสามมวนนะ อย่าด่วนสูบหมดวันเดียวล่ะ จะได้คิดถึงพี่นานๆ”

 

“บ้า!”

ปากกระแทกเสียงแต่มือกำบุหรี่ไว้แน่น คนไหล่กว้างหัวเราะถูกใจ ก่อนผ่อนเสียง

“เฮ้อ เอาใจน้องนี่ยากจริง ถ้าไม่มีบุหรี่มาฝาก ป่านนี้คงถีบพี่ลงเรือนแล้วสิ”

“รู้ตัวก็ดีแล้วนี่”

อากาศยามดึกเย็นยะเยียบทุกที เสียงคนแก่ในห้องกระแอมเบาๆ เหมือนบอกให้รู้ว่าถึงเวลานอน แต่คนมาเยือนยังนั่งหน้าใส ไหล่ซ่อนอยู่ในแจ๊กเก็ตสีน้ำตาลอ่อน ผมตัดสั้นเปิดหู เห็นคิ้วเข้ม คางเหลี่ยม ไม่เหมือนผู้หญิง ไม่เหมือนผู้ชาย

“อยู่ตรงนี้หอมจัง ดอกอะไรบ้างหรือ…เดี๋ยว! จะไปไหน”

รีบคว้าข้อมือไว้ เมื่อคนนุ่งซิ่นลุกพรวดขึ้น

“จะไปเอาไฟ”

“พี่มี” รีบตบกระเป๋าเสื้อ รั้งร่างพยศเหมือนแมวป่าไว้ ยินเสียง “ฮึ!” ในลำคอ ก่อนจะนั่งลงแต่โดยดี

“ไหน เอามาสิ จะได้สูบให้หายรำคาญ”

“รำคาญพี่หรือ”

มือหนึ่งยังรั้งข้อแขนไว้ อีกข้างล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบตลับสีเงินออกมา กดแชะ เห็นเปลวเรืองรอง แต่แล้วตวัดนิ้วปิดเสีย

“ยังไม่สูบได้ไหม พี่ชอบกลิ่นดอกไม้บ้านนี้ นานๆ จะได้อยู่ในที่แบบนี้ ชื่นใจเหลือเกิน”

 

ร่างใหญ่ยิ้มพอใจเมื่อแมวเชื่องลง

“ง่วงแล้วหรือยัง ถ้าง่วงก็จะให้นอน ไม่ฝืนไว้หรอก”

“ยัง”

“งั้นอ่านค่าวให้พี่ฟังอีกสิ เค้าเรียกค่าวหรือซอกันนะ น้องเสียงเพราะ พี่ชอบ”

“จะฟังไปทำไม เข้าใจหรือเปล่า ก็ต้องแปลให้อยู่ดี ขี้เกียจอ่าน”

“น่า คนดี งั้นพี่อ่านเอง แต่ถ้าไม่เข้าใจ น้องอธิบายได้ไหมเล่า”

หนังสือถูกคว้าไป น้ำค้างเริ่มตก เย็นประพรมจนรู้สึกได้ ฉันได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นอ่านคำค่าวลอยละล่องมา

[…เกิดมาเป๋นคน ทะรงตุ๊กข้อน ก็ป๋างคราวคราถ่านี้

เพราะว่านายเรา เจ้าหลบหลีกลี้ หนีซ่อนหน้า มาเมือง

มาละพี่ไว้ โศกไหม้หมองเหลือง เป้ดเปียงเฟือง น้องเหยืองเบื่อข้า

มาต้อดตุมจาย เรี่ยรายเหนือหญ้า แก๋มสุทธา ฝุ่นมุก

นายได้เถิงสุข ละข้าพี่ทุกข์ คำฟู่ต้น รอยลืม

พี่รักบ่แล้ว เป้ดเข้าติดหืม พี่แปงบ่ลืม เป้ดฟืมรักฝ้าย…]

“นี่รู้คำใช่ไหม!” เสียงของแม่พูด

“ไม่รู้ หมายถึงอะไรล่ะ แปลให้พี่ฟังซี” นั่นเสียงของคนแปลกหน้าที่ฉันไม่รู้จัก

“ไม่เชื่อ!”

“สาบานเอ้า ถ้าพี่รู้คำขอให้ฟ้าผ่า ขอให้พี่ตายโหง”

“พอแล้วๆ! แปลให้ก็ได้ เขารำพันว่า…”

 

ภาพนั้นพร่าสั่นอีกครั้ง แสงจันทร์เหือดหายต่อหน้าต่อตา พาเอาภาพเรือนไม้เก่าหายวับ กลับคืนสู่อีกฉากที่มีชายหญิงวัยกลางคนประจันหน้ากันด้วยแววตาล้าแสง

เป็นครั้งแรก ที่ฉันรู้สึกหวาดกลัวจนบอกไม่ถูก และจำได้ทันควัน ตุ๊กตาพวกนั้น…

ในบ้านของเรามีตุ๊กตาหลายตัว และมีอยู่สองตัวที่พ่อกับแม่ต่างคนต่างทำอยู่เสมอมา

“พ่อทำอะไรน่ะ?”

“ทำตุ๊กตา”

“ตุ๊กตาอะไร…คะ”

“ตุ๊กตาสมปรารถนา”

นั่นหรอกหรือ ตุ๊กตาของพ่อกับแม่ มันคือตุ๊กตาของความสมปรารถนา หรือไม่สมปรารถนากันแน่

แล้วฉันก็ได้ยินเสียงตัวเองอ่านบทกวี

[…มันคือตุ๊กตา…ที่เป็นตัวแทนของห้วงอารมณ์สุดหยั่งในมวลมนุษย์

ประติมากรรมของความฝันที่ชำรุด แหว่งวิ่น

อนุสรณ์ในใจว่างเว้า

ด้วยถูกความรักแสนเศร้ากัดกิน…]

ใบหน้าของพี่โสมวูบผ่านเข้ามา จู่ๆ ฉันก็ตระหนักในนาทีนั้นว่า หัวใจไม่รู้สึกรู้สากับคำบอกรักที่เพิ่งได้ฟังมา แม้แต่ร่างกายที่กอดรัดกันกับญาติผู้น้องในหลายค่ำคืน ก็ไม่ทำให้อกฉันพลันตื่น เหมือนตอนที่ลุกพรวดหลุดออกมาจากความฝัน

มีแต่นัยน์ตานั่น ร่างเล็กนั้น…คนที่มักจะมองผ่านฉันไปเสมอนั่นต่างหาก ที่ฝากรอยบาดไว้ในห้วงสำนึกของฉัน…

—————————————————————————————————————————-
(1) เพลง จันทร์จูบฟ้า, สุนทราภรณ์ ขับร้อง, ชาลี อินทรวิจิตร คำร้อง, เอื้อ สุนทรสนาน ทำนอง
(2) คำค่าวของพญาพรหมโวหาร