มหากาพย์ทัวร์จีนเที่ยวไทย “เรือ (จม) หาย แล้วล้อมคอก”

ท่องเที่ยวสโลว์ไลฟ์ มหากาพย์ทัวร์จีนเที่ยวไทย (1)

เป็นข่าวใหญ่กระหึ่มกลับไปเมืองจีน กับประเทศทั่วโลกผ่านออนไลน์ กรณีเรือนำเที่ยวเกาะภูเก็ตชื่อ “ฟีนิกซ์” ขนนักท่องเที่ยวจีนร้อยชีวิตออกไปท่องทะเลภูเก็ตโดยไม่สนใจคำประกาศเตือนภัยว่าจะเกิดคลื่นลมรุนแรงในวันดังกล่าว

ผลจากการไม่เชื่อคำเตือนทำให้เรือทัวร์ลำนี้ต้องประสบคลื่นลมจมลงสู่ก้นทะเลบริเวณเกาะเฮกับเกาะไม้ท่อน 50 กว่าชีวิตต้องลอยคอรอคนมาช่วย ขณะ 47 ชีวิตต้องมาจบชีวีก่อนได้ชมความงามแบบอะเมซิ่งทะเลไทย ตามแคมเปญเชิญชวน…เที่ยวเมืองไทย มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน…แล้วเป็นไง ใครๆ ก็ตอบได้?

ไม่รู้กี่ครั้งที่เรือนำเที่ยวล่มแล้วล่มอีก ทั้งที่เกาะภูเก็ต สมุย ทะเลพัทยาและเกาะเสม็ด จนหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องรีบแสดงบทเอาจริงเอาจังกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น พร้อมยกมาตรการป้องกันซ้ำซาก และให้ความช่วยเหลือแบบแผ่นเสียงตกร่อง

โดยไม่ลืมอุ้มสื่อไปตีข่าวมอบดอกไม้เยียวยาผู้ประสบภัยเป็นดราม่า “เรือ (จม) หาย แล้วล้อมคอก”

ก่อนจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งหลังทะเลสงบ แล้วก็ทิ้งคอกที่ล้อมไว้ให้ว่างเปล่าเหมือนวันวานที่ผ่านๆ มา!?

เกิดเหตุครั้งใหม่เมื่อใดค่อยหยิบหนังม้วนเก่ามาฉายซ้ำ กับล้อมคอกกันใหม่เป็นยังงี้ทุกครา! โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่มั่นคงรัดกุมที่แท้จริง ก่อนจะไปชวนคนมาเที่ยว เพราะหน่วยงานเกี่ยวข้องขาดบูรณาการงานร่วมกัน ทั้งกรมเจ้าท่า และ ททท.

โดยทุกครั้งมักลงเอยเป็นว่า ผลกระทบตลาดท่องเที่ยวจีนนั้นมีอยู่บ้าง แต่เป็นเพียงระยะสั้นๆ ไม่ช้าสถานการณ์ทุกอย่างก็จะฟื้นคืนกลับสู่สภาวะปกติ พร้อมกับมีการนำคณะบินไปชี้แจงทำความเข้าใจ (แบบแก้ตัว) กับเอเย่นต์ทัวร์ที่จีนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดกวดขัน ให้มั่นใจได้ในทุกย่างก้าวที่เที่ยวเมืองไทย…เป็นยังงี้ทุกที!

จากนั้นก็จะประกาศย้ำอย่างภูมิใจ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปีนี้ทะลุเป้า 11 ล้านคนแน่นอน…แต่ไม่ได้บอกปีนี้ไร้คนมีชีวิตกลับจีนขาดไปอย่างน้อย 47 คนแน่นอนเช่นกัน!

นี่จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า การส่งเสริมตลาดจีนเที่ยวไทยก็ยังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่ารายได้ที่ควรจะเพิ่มและจะควบคุมจำนวนให้สามารถรองรับตามขีดความสามารถที่มีอยู่ เพื่อป้องกันปัญหาได้หรือไม่

เช่น อุบัติภัยที่เกิดขึ้น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ รวมถึงปัญหาทัวร์ 0 เหรียญที่แก้ยังไงก็ไม่หมด ตราบที่เรายังทำตลาดแบบเหวี่ยงแห กวาดเอาปลาเล็กปลาน้อยขึ้นมาขายท่องเที่ยวแบบไม่ลืมหูลืมตา

เราก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าจีนเป็นตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน การมาเที่ยวไทยปีละ 11 ล้านคน เกือบ 1% จากประชากรทั้งประเทศจีน ไทยถึงต้องรักษาตลาดทองคำนี้ไว้ไม่ให้ต่างจากจงอางหวงไข่

อยากให้มองย้อนถึงเรื่องราวความเป็นมาของตลาดจีนทัวร์ไทย ซึ่งเริ่มเปิดศักราชกันมาตั้งแต่ครั้งจีนปฏิรูปการปกครองยุคเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่จีนตัดสินใจเปิดเสรีรับนักลงทุนต่างชาติ กับยินดีค้าขายกับต่างชาติ ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศขยับตัวดีขึ้น ผู้คนเริ่มลืมตาอ้าปากรับโลกยุคใหม่มากกว่ายุคมืด

พร้อมกันนั้นจีนยังเปิดโอกาสให้คนของเขา ออกท่องเที่ยวต่างประเทศได้ แต่…ก็เฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยเท่านั้น ส่วนคนหนุ่มคนสาวเก็บไว้ก่อน เพื่ออยู่เป็นกำลังรักษาความมั่นคงภายใน

2520 ดูเหมือนจะเป็นปีแรกที่คนจีนมาไทยในฐานะทัวริสต์ ไม่ใช่โล้สำเภามาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ปัจจัยสำคัญคืออยู่ใกล้ใช้เวลาบิน 4 ช.ม. มีอาหารรสชาติถูกปากไม่ต่างจากจีนและราคาถูก มีโอกาสได้เยี่ยมญาติที่เข้ามาทำการค้าก่อนหน้า กับมีแหล่งให้เที่ยวและมีสินค้าให้เลือกจับจ่ายมากมาย

ยามนั้นต้องรู้ด้วยว่า ประชาชนจีนเคยใช้ชีวิตอยู่กับสังคมเกษตรมาแทบตลอดชีวิต จึงแทบจะไม่คุ้นกับสังคมภายนอก ทำให้ต้องอาศัยคนทำทัวร์วางแผนจัดการเดินทางท่องเที่ยวให้ ตั้งแต่หาที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว ที่ช้อป และทุกๆ อย่าง

ทัวร์เอเย่นต์จึงมีบทบาทสูงสุดในตารางทัวร์ของคนจีน โดยมีไกด์เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการคณะลูกทัวร์จีนแต่ละทริป

ต่อมาเมื่อจีนอนุญาตให้คนหนุ่มสาวออกท่องเที่ยวต่างประเทศได้ บรรยากาศจีนเที่ยวไทยถึงคึกคักขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่พฤติกรรมพวกเขาก็ยังต้องพึ่งทัวร์เอเย่นต์อยู่ดี

ขณะการขายรายการนำเที่ยวเมืองไทยก็มีแต่จะเดือดพล่านในเรื่องราคา ที่ลดต่ำลงอย่างน่าใจหายทุกขณะ

ถึงขนาดแค่มีค่าตั๋วเครื่องบินให้เอเย่นต์จีนก็สามารถมาทัวร์ไทยได้ โดยหารู้ไม่ว่าหลังถูกส่งไม้ต่อให้เอเย่นต์ไทย ที่ประมูลค่าหัวจากเอเย่นต์จีนแล้ว จะต้องผจญกับการทำรายการทัวร์แบบเสกเงินหยวนออกจากกระเป๋ามากน้อยเพียงใด จากทุกเวลานาทีที่เที่ยวอยู่ในสยามเมืองยิ้ม

นี่คือข้อมูลพื้นฐานต้นตำนานที่มาของทัวร์ 0 เหรียญ แล้วก็เป็นเหตุผลเชิงลึกที่เอเย่นต์ไทยจำเป็นต้องถอนทุนจากต้นทุนซึ่งต้องจ่ายให้เอเย่นต์จีนไปก่อนหน้า จึงต้องหวนมาทำทัวร์แบบฟันกำไรกันไม่ยั้ง และให้มากเท่าที่จะมากได้ โดยหนีไม่พ้นการให้บริการชนิดร่วมด้วยช่วยกัน จากธุรกิจร้านค้าขนาดใหญ่ ที่มีรถบัสนำเที่ยวให้ใช้แบบฟรีออฟชาร์จ ภายใต้เงื่อนไขต้องนำลูกทัวร์เข้าไปใช้บริการ ในวงจรธุรกิจเจ้าของรถทุกแห่งที่มีทั้งในกรุงเทพฯ กับเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต

ส่วนไกด์อาชีพที่จะมาทำทัวร์ได้นั้น นอกจากจะไม่มีค่าตอบแทนจากเอเย่นต์ทัวร์แล้ว ยังจะต้องควักเงินไปซื้อค่าหัวมาจากทัวร์เอเย่นต์สูงถึงหัวละ 3,000 บาทเป็นอย่างน้อย จึงจะได้ลูกทัวร์จีนมาเป็นเหยื่อให้ถอนทุนบวกกำไร จากการทำทัวร์สารพัดสารพันที่จะเกิดรายได้

เส้นทางมหากาพย์ทัวร์จีนที่สืบเนื่องกันมานานหลายทศวรรษ จนถึงปี พ.ศ. นี้ ได้พัฒนาก้าวไกลไปตามกระแสทัวร์จีนเที่ยวไทย ที่จำนวนมีแต่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ

ทำให้ขบวนนักลงทุนจีนหัวเซ็งลี้มองเห็นทิศทางท้าทายพอที่จะแห่เข้ามาทุ่มเงินทำธุรกิจแบบครบวงจรรองรับทัวร์จีนเสียเอง

โดยใช้นอมินีผีไทยจดทะเบียนประกอบการบังหน้า แล้วเปิดเป็นเอเย่นต์นำเที่ยว โรงแรมที่พักและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ร้านอาหาร ภัตตาคาร รถนำเที่ยว เรือนำเที่ยว ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา และอีกมากมายเกินจะนับกันหมด

อันที่จริงปรากฏการณ์นี้ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดกับตลาดจีน ยุคที่ตลาดเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียแห่มาเที่ยวไทยปีละ 1 ล้านคน เมื่อราว 40 กว่าปีก่อน โดยมีหาดใหญ่เป็นเมืองศูนย์กลาง ก่อนขยายออกไปถึงเกาะสมุยกับภูเก็ต

นักลงทุนมาเลเซียเองก็แอบเข้ามาลงทุน แบบเดียวกับจีนในเมืองหาดใหญ่ โดยใช้หญิงไทยซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่ยุคนั้น เป็นทั้งเมียและนอมินีผีกวาดเงินริงกิตกลับแดนบุหงารายา ให้ผู้ประกอบอาชีพไทยได้แต่มองตาค้าง

เหมือนกับขณะนี้ที่จีนกำลังกวาดเงินหยวนกลับแดนมังกร หลังเข้ามาใช้ทรัพยากรไทยเป็นสินค้าขายท่องเที่ยว จนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำครั้งในไทยไม่รู้จบ เช่นล่าสุดกรณี “เรือ (จม) หาย แล้วล้อมคอก” ที่ทะเลภูเก็ต!

 

บทความก่อนหน้านี้“มูรินโญ่” กับอาถรรพ์ฤดูกาลที่ 3?
บทความถัดไป100ปี “ไพบูลย์ บุตรขัน” / เพลง “ลูกทุ่ง” คือ “ตลาดล่าง” ?