นงนุช สิงหเดชะ/เมื่อ ‘ข่าว 13 หมูป่า’ ที่เต็มอิ่ม หาดูได้จากสื่อต่างชาติ

นงนุช สิงหเดชะ

บทความพิเศษ / นงนุช สิงหเดชะ

 

เมื่อ ‘ข่าว 13 หมูป่า’ ที่เต็มอิ่ม

หาดูได้จากสื่อต่างชาติ

หากไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากสื่อต่างชาติ ที่ทยอยเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ ก็เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยจะยังมีความรู้สึก “ไม่เต็มอิ่ม” กับการเสพข่าวเพื่อหาความรู้และความจริง จากกรณีปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี 13 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย
ประเด็นที่คนอยากรู้มากที่สุดก็คือ สรุปแล้วทีมช่วยเหลือใช้วิธีใดในการนำเด็กออกมาจากถ้ำ เพราะก่อนและระหว่างเริ่มปฏิบัติการกู้ชีวิตนั้นเห็นได้ชัดว่าทางศูนย์อำนวยการช่วยเหลือภายใต้การนำของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ค่อนข้างปกปิดรายละเอียดปฏิบัติการ
จนมีสื่อต่างชาติบางรายตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจึงปกปิดมากขนาดนี้

ขณะเดียวกันถึงแม้จะช่วย 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยแล้ว รายละเอียดที่คนอยากรู้ ก็ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างกระจ่างแจ้งจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศูนย์อำนวยการ
แม้ในวันรุ่งขึ้นที่ทางศูนย์จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ แต่ประเด็นที่ว่าใช้วิธีใดนำเด็กออกมายังมีความคลุมเครือ
เช่นว่า ตกลงแล้วเด็กว่ายน้ำออกมาหรือว่านอนอยู่เฉยๆ แล้วถูกหิ้วออกมา
เหตุที่จุดนี้เป็นที่สนใจเพราะตามกระแสข่าวบอกว่าเด็กว่ายน้ำไม่เป็น หรือบางคนเป็นแต่ไม่แข็ง อีกทั้งสุขภาพอ่อนแอเพราะขาดอาหาร จะสามารถดำน้ำในสภาพที่ยากลำบากอย่างนั้นได้หรือไม่
ทางผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์หลีกเลี่ยงที่จะตอบว่ามีการใช้ยากับเด็กหรือไม่ และเด็กว่ายน้ำเองหรือไม่ โดยตอบเพียงว่าเด็กเพียงแต่อยู่เฉยๆ หายใจเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร อย่าถามว่าเด็กว่ายหรือไม่ว่ายน้ำ ขอแค่ปลอดภัยก็พอ
ส่วน พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.ซีล ตอบว่า เด็กแค่นอนเฉยๆ แล้วถูกหิ้วออกมา

ขณะที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าใช้วิธีใดนำเด็กออกมา ทั้งสื่อไทยและต่างชาติต่างพากันทำภาพจำลองออกมา 2 แบบ คือ 1.เด็กนอนบนเปลแล้วถูกหิ้วออกมา แต่ไม่รู้ว่าระหว่างนอนเปลนั้นเด็กยังตื่นและมีสติอยู่หรือไม่ (นิวยอร์กไทม์สและเซาธ์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์) 2.เด็กว่ายน้ำเองโดยมีนักดำน้ำประกบแบบ 2 ต่อ 1 ซึ่งวิธีนี้เป็นไปตามคำบอกเล่าอย่างเป็นทางการของศูนย์อำนวยการ
ระหว่างนี้ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการที่สะพัดอยู่ในโซเชียลมีเดียของไทย ก็คือมีการอ้างว่ามีการใช้ยาสลบกับเด็ก
อย่างไรก็ตาม หลังจากปฏิบัติการประสบความสำเร็จ เด็กทุกคนรอดชีวิต และข้อมูลอ่อนไหวหลายอย่างถูกเปิดเผยออกมาเมื่อสื่อต่างชาติได้ไปเจาะสัมภาษณ์ทีมนักดำน้ำต่างชาติด่านหน้าสุดซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการบริเวณเนินนมสาวซึ่งเป็นจุดที่เด็กๆ อยู่
รวมทั้งรายละเอียดยิบจากปากหมอริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์และนักดำน้ำในถ้ำชาวออสเตรเลีย ซึ่งเปิดเผยในงานสัมมนาหนึ่งที่ออสเตรเลีย
หลายคนจึงถึงบางอ้อว่าทำไมทางการไทยจึงต้องปกปิดข้อมูลส่วนนี้เอาไว้
เหตุที่ต้องปกปิดข้อมูลดังกล่าวเอาไว้ ก็เพราะก่อนและระหว่างปฏิบัติการนั้น ทางทีมปฏิบัติการและผู้เชี่ยวชาญมีความมั่นใจเพียง 70% ว่าจะประสบความสำเร็จ
เพราะวิธีที่ใช้คือการให้ยาเพื่อทำให้เด็กสงบ (sedate-ซึ่งน่าจะเป็นการ sedate แบบให้หลับลึก) รวมทั้งระหว่างดำน้ำที่มืดมิดนั้นหน้ากากกันน้ำของเด็กอาจกระแทกหินในถ้ำจนแตก ถ้าแตกก็หมายถึงเด็กอาจไม่รอดชีวิต
ด้วยเหตุนั้นมีความเป็นไปได้ที่เด็กบางคนอาจไม่รอดชีวิต
คาดว่าทางทีมเกรงว่าผู้ปกครองเด็กจะตกใจหรือเสียขวัญ จึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดส่วนนี้กับทั้งสื่อและกับผู้ปกครองเด็ก จนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ของปฏิบัติการ
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่สื่อต่างชาติออกข่าวในภายหลังว่า หมอแฮร์ริสได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูตจากรัฐบาลไทยหากปฏิบัติการนี้ผิดพลาดและเกิดความสูญเสียขึ้น

นอกจากนี้ก็เป็นคำตอบว่าทำไมในวันเริ่มปฏิบัติการหรือวันดีเดย์นั้นเจ้าหน้าที่นำตาข่ายมาปิดหน้าถ้ำ ไม่ให้คนภายนอกมองเห็น และย้ายสื่อมวลชนออกไปไกล 4 กิโลเมตร จนนักข่าวฝรั่งบางสำนัก เช่น เอบีซี นิวส์ ตื่นตาตื่นใจกับไร่สับปะรดซึ่งเป็นทำเลใหม่จนต้องถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย
ข้อมูลลึกๆ และที่คนจำนวนมากอยากรู้เกี่ยวกับปฏิบัติการครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากสื่อต่างชาติ เพราะนักดำน้ำที่ทำหน้าที่บริเวณเนินนมสาว (ซึ่งเป็นจุดสำคัญสุด) เป็นต่างชาติ ประกอบกับสื่อไทยมีข้อจำกัดเรื่องภาษา ดังนั้น โอกาสที่จะได้สัมภาษณ์แหล่งข่าวที่เป็นต่างชาติจึงน้อย
นอกจากนี้สื่อไทยก็ถูกปรามจนเกร็งเรื่องการเสนอข่าว เช่น ห้ามสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ส่วนบรรดาเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่มีใครยอมให้ข้อมูลที่อยากรู้ สื่อไทยจึงเกิดภาวะตันด้านข้อมูล
ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้วจะเห็นว่าสื่อฝรั่งมีความไวและมีข้อมูลที่ละเอียดและลึกกว่าเพราะมีโอกาสสัมภาษณ์ทีมปฏิบัติการที่เป็นต่างชาติ
ส่วนทีมคนไทยคือหมอภาคย์และซีลอีก 3 คน ซึ่งไปอยู่เป็นเพื่อนเด็กตรงเนินนมสาวระหว่างรอการช่วยเหลือออกมา และรู้รายละเอียดปฏิบัติการดีที่สุด ตั้งแต่การให้ยาสงบ การเตรียมเด็กลงน้ำ ก็แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้เพราะมีข้อจำกัดบางอย่าง
ด้วยเหตุนี้จึงลงเอยด้วยการที่สื่อไทยก็ต้องแปลข่าวจากสื่อต่างชาติอีกทอดหนึ่งมาเสนอผู้อ่านชาวไทย

ปกติตามสัญชาตญาณของสื่อ หลังจากสามารถช่วยชีวิตเด็กออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ทุกคนย่อมจะเชื่อว่าข้อมูลหลายอย่างที่ปกปิดไว้ก่อนหน้านี้ ก็น่าจะเปิดเผยได้
ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นหรือทันทีที่ปฏิบัติการเสร็จสิ้นก็เป็นโอกาสที่จะบุกเข้าหาแหล่งข่าวที่เป็นต่างชาติเหล่านี้เพื่อสัมภาษณ์ เพื่อที่อย่างน้อยก็จะได้ข้อมูลในแง่มุมใหม่ๆ ซึ่งจุดนี้สื่อต่างชาติทำได้ดีกว่า ทั้งที่ข่าวนี้เกิดในประเทศไทย
ค่ายโทรทัศน์ที่ทำได้ดีและน่าสนใจ ก็ยังเป็นเจ้าเดิมคือเอบีซี นิวส์ สหรัฐอเมริกา
เพราะมีการจัดเก็บรายละเอียดและทำออกมาเป็นสารคดีตามมาอีกนอกเหนือจากข่าวปกติ
โดยมีการสัมภาษณ์นักดำน้ำที่ช่วยเด็กโดยตรง ซึ่งทำให้ได้ทราบความรู้สึกลึกๆ ของพวกเขาในนาทีเป็นนาทีตายซึ่งต้องแบกความรับผิดชอบมหาศาล
โดยเฉพาะความเครียดที่ต้องคอยระวังไม่ให้หน้ากากกันน้ำของเด็กไปกระแทกหินในถ้ำที่มืดสนิทนั้น

นอกจากนี้เอบีซี นิวส์ ยังบินตามไปสัมภาษณ์ทีมทหารอเมริกันถึงฐานทัพในโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่มาช่วยเหลือ แต่บินกลับไปก่อนหลังเสร็จภารกิจ
ที่นั่นทางนักข่าวได้ขอให้ทหารอเมริกันสาธิตการใช้สะลิงชักรอกเปลแบบนิ่มเพื่อลำเลียงเด็กออกมาหลังจากพ้นบริเวณน้ำลึกในถ้ำแล้ว
ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเปลซึ่งมีอุปกรณ์ตรวจสอบการหายใจของผู้ที่นอนบนเปล อุปกรณ์นี้ทหารอเมริกันเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา
ทหารอเมริกันยอมรับว่า หลังจากช่วยชีวิตเด็ก 4 คนแรกออกมาได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาและทีมปฏิบัติการมั่นใจมากขึ้นว่าวิธีการนี้ได้ผล ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่ของพวกเขาเช่นกัน
ที่สำคัญ เอบีซี นิวส์ มีการทำภาพจำลองเสมือนจริงแบบเคลื่อนไหวตามคำบอกเล่าของนักดำน้ำว่าขณะพาเด็กดำน้ำออกมานั้น ตำแหน่งของเด็กอยู่ตรงไหน นักดำน้ำอยู่ตรงไหน ถือว่าตอบข้อสงสัยประเด็นนี้ได้กระจ่างชัด
โดยสรุปแล้ว ข่าวช่วย 13 ชีวิตหมูป่าที่ดูแล้วอิ่ม ตอบทุกข้อสงสัย ได้ความรู้กระจ่าง ส่วนใหญ่มาจากข้อมูลของสื่อต่างชาติ

บทความก่อนหน้านี้มองบ้านมองเมือง : ส่อง “ห้องน้ำ” ปัญหาเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ!
บทความถัดไปอารีธา แฟรงคลิน “ราชินีเพลงโซล” ของขวัญจากพระเจ้า