ทำความเข้าใจใหม่ “แดนสุขาวดี” ความรู้-ความเชื่อ-ความหมาย

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
4x5 original

หลังงานเสวนาเรื่อง “สุขาวดีที่ไม่รู้จัก” ที่สถาบันวัชรสิทธา ผมเหมือนได้ทั้งฟังความรู้อันไม่เคยรู้ และได้ฟังธรรมที่ไม่เคยฟัง แม้จะทำหน้าที่ผู้ร่วมเสวนาด้วย แต่ก็เหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง

ทั้งนี้ก็ด้วยความรู้และประสบการณ์ทางธรรมของคนที่เข้าใจสุขาวดีอย่างอาจารย์ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้รู้ทั้งทางศาสนาและศิลปะอันเยี่ยมยอด

อยากจะขอขอบคุณกัลยาณมิตรผู้นี้ด้วยศีรษะและใจที่ก้มลงบูชาหลายต่อหลายครั้ง

อาจารย์ศุภโชค หรือผมเรียกอย่างสนิทสนมว่า “พี่ดอน” เริ่มศึกษาเกี่ยวกับสุขาวดีด้วยตนเอง จนได้มีโอกาสพบนักบวชในนิกายนั้นๆ บ้าง จึงผสานเอาคำสอนและประสบการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางฝึกฝนของตน

ที่สำคัญ คนเปี่ยมศรัทธาพูดออกมาจากใจด้วยศรัทธา ฟังแล้วก็ขนลุกขนพองละครับ

ผมจึงอยากเก็บเอาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากงานวันนั้นมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านบ้าง เป็นบุปผามาลาบูชาคนสอนและมอบเป็นสินน้ำใจตัวหนังสือ ถ้ามีส่วนผิดอันนั้นย่อมเพราะความหลงลืมของผม ถ้ามีส่วนดีย่อมเป็นของท่านผู้สอนมิพักต้องสงสัย

 

นิกายสุขาวดี ที่จริงควรเรียกว่า นิกาย “วิสุทธิภูมิ” (pureland) จะตรงมากกว่า น่าสนใจว่า นิกายนี้เป็นผลผลิตของจีน มิใช่อินเดีย แม้จะมีรากอยู่ในอินเดียก็ตาม เช่นเดียวกับนิกายฉาน หรือนิกายเซนนั่นแล

เหตุที่เรียกว่าวิสุทธิภูมิ เพราะหมายมุ่งไปยัง “พุทธเกษตร” ของพระพุทธะอันมีนามว่าอมิตาภะ ซึ่งเป็นแดนพิสุทธิ์ สัตว์ใดไปเกิดที่นั่น ย่อมได้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายเป็นแน่

จีนกับอินเดียนั้น ในทางวัฒนธรรมและนิสัยใจคอต่างกันราวน้ำกับน้ำมัน ชาวจีนมีนิสัยเป็นนักปฏิบัติ ส่วนชาวอินเดียนั้นชอบทฤษฎี ปรัชญาของอินเดียจึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนด้านอภิปรัชญาและเหตุผลอีนุงตุงนัง คล้ายกับปรัชญาตะวันตก

มิใช่ปรัชญาจีนจะไม่ซับซ้อน ทว่าไม่มุ่งเน้นการอธิบายความยืดยาวหรือแสดงความคิดด้านอภิปรัชญาหรือความจริงสูงสุดอะไรมากมาย แต่เน้นความคิดที่เรียบง่าย มีความชัดเจนในตัวเอง

ดังนั้น สิ่งที่อินเดียทะลวงเข้าไปในแผ่นดินจีนได้คือ “พุทธศาสนา” จึงถูกทำให้มีความเป็นจีนเสีย โดยลดความยุ่งยากในทางทฤษฎีหรืออภิปรัชญาลง และมีลักษณะในเชิงปฏิบัติมากขึ้น

มีผู้กล่าวถึงการเกิดขึ้นของนิกายเซนหรือฉานไว้มากแล้ว ส่วนสุขาวดีนั้นยังไม่มากพอ ทั้งที่ทั้งสองนั้นเคียงคู่กันมา

 

นิกายสุขาวดีหรือวิสุทธิภูมิไม่มีในอินเดีย และมีพระสูตรหลงเหลืออยู่เพียงสามพระสูตรสำคัญ โดยเข้าใจว่าต้นฉบับภาษาสันสกฤตก็ได้หายไปหมดแล้ว คือ พระมหาสุขาวดีวยูหสูตร พระจุลสุขาวดีวยูหสูตร และพระอมิตยุสธยานสูตร

พระสูตรเหล่านี้ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท แต่นั่นก็มิใช่ปัญหาของชาวมหายาน เพราะเขาถือว่า พระพุทธองค์อาจเทศนาในวาระต่างๆ กันไป และถึงจะบอกว่ามีคณาจารย์ในยุคหลังแต่งขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหาอีก เพราะคณาจารย์เหล่านั้นก็เป็นพระนิรมาณกายของพระพุทธองค์ต่างๆ นั่นแหละ โดยคุณภาพจึงไม่ต่างกัน

ทั้งนี้ นิกายวิสุทธิภูมิได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ที่พุทธศาสนาแบบจีนไปถึง เช่น เกาหลีและญี่ปุ่น ทั้งในแง่ที่เป็นตัวนิกายเอง หรือหลักคำสอนต่างๆ หลักปฏิบัติที่ไปผสมผสานอยู่ในนิกายอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือ เมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้ว ก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยคณาจารย์ของญี่ปุ่นเอง เกิดเป็นนิกายโจโด (วิสุทธิภูมิ) และโจโดชิน (วิสุทธิภูมิแท้)

นิกายโจโดชินนี่เองที่เป็นนิกายที่มีประชาชนนับถือมากที่สุด โดยท่านชินรัน คณาจารย์ต้นนิกาย ผู้เป็นศิษย์ของโฮเนน

นักวิชาการมักจะบอกว่า เพราะมันง่าย แค่สวดถึงพระอมิตาภะแค่สิบคาบ ก็ไปบังเกิดในสุขาวดีได้แล้ว ไม่ยากเลย ใครๆ ก็เลยนิยม โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ

ทว่าความง่ายของคำสอนนี่แหละที่ทำให้คณาจารย์เช่นท่านชินรัน ต้องเขียนหนังสือจำนวนมากตลอดชีวิตของท่านเพื่ออธิบายคำสอนเหล่านี้

 

ชาววิสุทธิภูมินั้นแตกต่างกับพุทธศาสนาโดยทั่วไปคือเชื่อใน “อำนาจภายนอก” ซึ่งโดยปกติแล้วเราก็เข้าใจว่าพุทธศาสนาปฏิเสธอำนาจภายนอก แต่ให้กลับมาสู่ความเชื่อมั่นในอำนาจของตนเอง ที่จะพาตนเองพ้นกิเลสได้

อำนาจภายนอกที่ว่านี้คืออำนาจของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่จะฉุดช่วยสรรพสัตว์ไปยังวิสุทธิภูมิของพระองค์

หลักศรัทธาของสุขาวดีจึงเริ่มต้นด้วยการเชื่อในอำนาจของพระอมิตาภะและมั่นใจว่าพระองค์ย่อมจะฉุดช่วย “ปุถุชน” อย่างเราแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจเชื่อมั่นในอำนาจอะไรของ “ตัวตน” ของเราได้ ในนิกายโจโดชินจึงสอนว่า แม้แต่การปฏิบัติการสวด “นะโม อมิตพุทธ” (ภาษาญี่ปุ่นว่า นำโม อมิดาบุตสึ) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเดียวที่ง่ายที่สุดนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับจำนวนมากน้อยหรือมุ่งมั่นแค่ไหน

เพราะหากเราคิดว่า การสวดของเราดีถึงขนาด และสวดมากจนพระอมิตาภะพึงพอใจ เพื่อที่เราจะถูกรับไปยังสุขาวดีแล้วไซร้ นั่นเท่ากับว่า เราไม่ได้เชื่อมั่นในอำนาจของพระอมิตาภะอย่างแท้จริง แต่เชื่อในพลังอำนาจการสวดหรือการปฏิบัติของตัวเราเอง

ท่านชินรันเห็นว่า การสวดนะโมอมิตพุทธ (อาจารย์ดอนท่านว่า ที่ไม่สวดว่า นะโม อมิตาภพุทธะนั้น ก็เพราะคำ อมิต รวมความทั้งพระอมิตาภะ และพระอมิตายุส ซึ่งเป็นพระนามทั้งสองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น) เป็นเพียงการสรรเสริญพระปณิธานของพระองค์ ไม่ได้มีอำนาจวิเศษ หรือยิ่งสวดยิ่งขลังอะไรแบบนั้นเลย

ก็เพราะไม่ว่าเราจะสวดมากน้อยแค่ไหน เราจะชั่วดีอย่างไร พระอมิตาภะย่อมนำเราไปสุขาวดีแน่ๆ

กระนั้นก็มิได้แปลว่า เราควรกระทำชั่วอย่างสบายใจ แล้วรอเข้าสุขาวดี (แม้ในพระสูตรจะรับว่าคนชั่วก็เข้าสุขาวดีได้) เพราะเมื่อไปยังสุขาวดีแล้วคนทำกรรมมากต้องใช้เวลายาวนานถึง 12 กัป กว่าดอกบัวที่บรรจุตนเองจะบานเพื่อรับธรรมจากพระอมิตาภะแล้วตรัสรู้ในที่นั้น

อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ท่านว่า สุขาวดีเปรียบดังโรงแรมระหว่างไปนิพพาน คือเป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมดี ช่วยให้ “ทุกคน” ที่ไปถึงยังที่นั่นได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณจนหมดสิ้น

 

นิกายนี้จึงไม่รังเกียจคนชั่ว คนต่ำต้อย ถึงกับมีคำกล่าวที่ชวนฉงนว่า “ก็คนชั่วยังเข้าในสุขาวดีได้ ไฉนคนดีจะเข้าในสุขาวดีไม่ได้” กล่าวคือ ปกติเรามักจะให้เกียรติคนดีก่อน แต่ในสุขาวดี ขนาดคนไม่ดีแค่ไหนยังไปได้ พวกคนดีก็ไม่ต้องเสียใจ ก็ย่อมไปได้แน่

พุทธศาสนาแบบสุขาวดีไม่ต้องห่วงคนดีมาก เพราะพวกนี้มีที่ไปอยู่แล้ว แต่พุทธแบบสุขาวดีห่วงหาอาทรคนชั่วหรือคนที่รู้ตัวว่าบกพร่องต่างหาก

ท่านชินรันผู้ก่อตั้งนิกายมักกล่าวเมื่อมีคนถามว่าท่านจะได้ไปยังสุขาวดีไหม ท่านตอบว่า “ที่ที่ฉันจะไปน่าจะเป็นนรกมากกว่า”

นั่นคือท่านแสดงถึงความบกพร่องที่ท่านมีอยู่ในใจเสมอ

แต่นั่นแหละครับ เอาเข้าจริงสุขาวดีแม้จะสุขสบาย แต่เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่นั้น การไปสุขาวดี คือการรับเอาปณิธานว่า จะบรรลุเป็นพระพุทธะ เพื่อออกไปฉุดช่วยสรรพสัตว์ในโลกธาตุอื่นๆ ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

นี่เป็นมโนทัศน์ธรรม พื้นฐานของความเป็น “มหายาน” นั่นเอง

 

เมื่อท่านโฮเนนและท่านชินรันมรณภาพ (ไปบังเกิดในสุขาวดีแล้ว) สานุศิษย์จึงเชื่อว่า ที่จริงทั้งสองท่านก็คือ นิรมาณกายของพระอมิตาภะหรือพระพุทธะในแดนนั้นกลับมายังโลกของเรา เพื่อสั่งสอน ฉุดช่วยสรรพสัตว์ต่อไปอีก

ที่จริงคำสอนสุขาวดีนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ตีความได้มากหลาย บางท่านจึงกล่าวว่า ที่จริงแล้ว พระอมิตาภะคือตัวเราแต่ละคนนี่เอง จึงมีคำกล่าวว่า ใจของเรากับใจของพระอมิตาภะไม่ต่างกัน

หากเรามีความรักความกรุณา เราก็คือพระอมิตาภะ และโลกของเราก็ย่อมเป็นวิสุทธิภูมิไปด้วย

ดังนี้แล้ว นิกายนี้จึงควรค่าแก่การศึกษา ค้นคว้า และหาความหมายอย่างยิ่ง

มิได้เป็นแค่ “ความงมงาย” หรือ “จุดเสื่อม” ของพุทธศาสนา อย่างที่เคยกล่าวกัน

บทความก่อนหน้านี้‘พุทธะอิสระ’ ขอเวลาพักฟื้นร่างกาย สั่งงดเยี่ยมทุกกรณี
บทความถัดไปอดีตสส.อุบลฯ สวนบิ๊กป้อม “สามมิตร”คือกลุ่มการเมือง ทำไมไม่ผิด ขัดคำสั่งคสช.