บทสัมภาษณ์ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เล่าเรื่อง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” กับ พระเครื่อง / ธานินทร์ กรัยวิเชียร / ม.112

จากการจากไปของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมจึงขอพักเรื่องอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ไว้ก่อน และขออุทิศข้อเขียนนี้เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของท่าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร โดยเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่ผมได้รับความกรุณาจากท่านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่ท่านจะจากไป

ครั้งที่แล้ว คำถามสุดท้ายที่เราถามท่านอาจารย์วสิษฐคือ

“อะไรทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 สร้างพระเครื่องขึ้นมา อย่างพระผงจิตรลดาอะไรต่างๆ”

 

ท่านวสิษฐได้ตอบว่า

“อ๋อ ก็ตอนนั้นเราส่งทหารไปรบที่เวียดนาม ก็ไปรบกัน ตายเยอะเลย แล้วก็เลยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานกำลังใจให้พวกที่เขาทำหน้าที่ พระองค์ท่านก็เลยสร้างพระ ที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่าสมเด็จจิตรลดา แต่ตอนนั้นไม่มีชื่อหรอก อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านเรียกว่าพระกำลังแผ่นดิน”

“ตอนหลังมาเรียกกันว่าสมเด็จจิตรลดา พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ตั้งชื่อ ทีแรกก็พระราชทานให้ทหารก่อน แต่ทีนี้พวกที่ไปรบในเมืองไทยนี่ก็เสี่ยงอันตราย เรียกว่าล้มหายตายจากเหมือนกัน ต่อมาก็เลยพระราชทานมาถึงตำรวจด้วย แรงบันดาลใจคงมีแค่นี้เอง แล้วก็สร้างได้สองพันกว่าองค์ก็เลิก”

“ทุกองค์สร้างด้วยพระหัตถ์นะครับ พระองค์ท่านโปรดให้ท่านอาจารย์ที่เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากรรมมาแกะพิมพ์ให้ แล้วทีแรกเขาก็แกะด้วยหินธรรมดา พระองค์ท่านทรงกดพระแต่ละองค์ลงในพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ทุกองค์ แรงของพระองค์ท่านทำให้พิมพ์แตกเลย”

ท่านอาจารย์วสิษฐเล่าต่อว่า เมื่อพิมพ์แตกจึง “ต้องแกะถวายใหม่ ตอนนี้เขาก็เลยเอาหินลับมีดโกน ที่แข็งกว่าหินธรรมดามาแกะ แล้วก็ถวาย ส่วนผสมต่างๆ ก็มีดินจากปูชนียสถานต่างๆ มีดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่เขานำมาถวายท่าน ท่านไม่ได้ทิ้งนะ เก็บไว้เลย แล้วก็ป่นมาเป็นส่วนประกอบของพระ แล้วก็มีทองที่ติดพระพุทธรูปสำคัญๆ ในเมืองไทย อย่างพระพุทธโสธร เวลาปิดมากๆ พอมันหนาขึ้น ทางวัดก็ขูดแล้วนำมาถวายเรื่อยๆ”

“และที่สำคัญคือ ทุกองค์มีเส้นพระเจ้าคือเส้นผมอยู่ด้วย ผมบังเอิญได้รับพระราชทานด้วยโดยไม่ได้ขอ เพราะปรกติใครอยากได้จะต้องขอ แม้แต่ผู้ใหญ่ๆ อย่างจอมพลประภาสไม่ขอพระองค์ท่านก็ไม่ให้ แล้วถ้าไปขอผิดจังหวะก็ไม่มีพระ เพราะงั้นผมคิดว่าคนที่มีบุญจริงๆ ถึงจะได้ แล้วของผมเป็นองค์ที่ 243 ได้รับพระราชทานตอนปี 2509 จะดูไหมครับ (ท่านวสิษฐถอดพระจิตรลดาให้ทีมวิจัยดู) เวลาก่อนจะนำไปบูชา พระองค์ท่านรับสั่งว่าให้ปิดทอง แต่ให้ปิดทองข้างหลังเท่านั้น จะได้ไม่เคยตัว”

“พระองค์ท่านตรัสว่าการทำความดีเป็นรางวัลในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องอวดใคร แล้วผมพอได้มาก็เอาไปปิดทองแล้วใส่กรอบ แล้วก็พอได้มา ปีถัดไปผมได้ไปเข้าเฝ้าฯ ช่วงปีก่อนที่จะได้เข้าเฝ้าฯ ปรากฏว่าพอผมห้อยองค์นี้องค์เดียว ปรากฏว่าเหนื่อยเป็นที่สุดเลย เสี่ยงอันตรายเกือบตาย ต้องไปปะทะต่อสู้แล้วก็เกือบตายกลับมา เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้น”

“พอผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ครั้งหลังในปีถัดไป ผมก็นั่งโต๊ะเสวย โต๊ะเสวยนี่ไม่ใช่ไปนั่งเองนะ ต้องรับสั่งให้นั่ง พระองค์ท่านก็เห็นว่าเหนื่อยมา ผมก็กินเหล้า กินเบียร์เข้าไป หน้าตึงมาเลย ก่อนจะเสด็จขึ้น ผมก็กราบบังคมทูลว่าขอพระราชทานอะไรสักอย่าง พระองค์ท่านลุกขึ้นแล้วด้วย ก็ลงประทับใหม่ ถามว่าจะเอาอะไร ผมก็บอกว่าจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตปิดทองหน้าพระ พระองค์ท่านก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงจะมาปิดทองหน้าพระ ผมก็กราบบังคมทูลว่า ตั้งแต่รับพระราชทานมาผมห้อยอยู่องค์เดียว ปรากฏงานหนักอย่างเหลือเชื่อ แล้วที่สำคัญคือยศตำรวจไม่ได้เลยสักขั้นเดียว ปรกติการปะทะต่อสู้ต้องได้พิเศษ นี่ไม่ได้เลย”

“พระองค์ท่านก็ทรงพระสรวล แล้วบอกว่าทองหลังพระนี่ปิดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันล้นข้างหน้าเอง (หัวเราะ)”

 

เมื่อพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระเครื่อง พวกเราก็มีคำถามที่บางทีอาจจะไม่สมควรถาม แต่ด้วยความอยากรู้ก็จึงต้องถาม นั่นคือ เราอยากรู้ว่า ในหลวงท่านมีพระเครื่องประจำพระองค์หรือไม่?

ท่านวสิษฐ : “ไม่มี! เห็นเคยห้อยรูปวัวอะไรอยู่ตัวหนึ่ง แต่ตอนนั้นเรื่องอะไรผมจำไม่ได้ แต่ว่าวัวนี่เป็นพาหนะของพระอิศวรไม่ใช่เหรอ มีอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ผมจำไม่ได้ แต่พระเครื่องอะไรแบบนี้ไม่มีห้อย”

เปลี่ยนจากเรื่องพระเครื่องมาเป็นเรื่องพระจริงๆ นั่นคือ การบวชเป็นพระ เราได้ถามอาจารย์วสิษฐว่า เคยมีเสียงเล่าลือกันว่า พระองค์ท่านเคยคิดว่าเมื่ออายุครบ 60 แล้วจะสละราชสมบัติแล้วไปผนวช อันนี้เป็นความจริงแค่ไหนอย่างไร?

ท่านวสิษฐ : “เอ่อ ที่ทรงปรารภว่าจะทรงผนวช ผมเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ว่าก็มีหลายวัดที่สร้างกุฏิถวายไว้ แต่ลงท้ายพระองค์ท่านก็ไม่ได้ไปใช้ แต่ผมเชื่อนะว่า ถ้าทรงทำได้ พระองค์ท่านก็คงทรงผนวช เพราะว่าพระองค์ท่านสนพระทัยเรื่องศาสนาพุทธมาก แล้วก็การปฏิบัติพระองค์จะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า”

แต่ถ้าทรงผนวช ก็ต้องสละราชสมบัติ?

ท่านวสิษฐ : “พระองค์ท่านตรัสว่าจะทรงผนวช แต่ไม่ได้บอกเรื่องสละราชสมบัติ พระองค์ท่านตรัสเรื่องผนวชหลายที พระองค์ท่านตรัสเรื่อยๆ เพราะพวกเรารวมทั้งผม ได้มีโอกาสเฝ้าฯ เกี่ยวกับเรื่องธรรมะบ่อยๆ คือพอมีเวลาเมื่อไหร่เข้าไปเฝ้าฯ คุยเรื่องอื่นๆ แล้วพระองค์ท่านก็จะรับสั่งถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม แล้วพระองค์ท่านก็เลยพูดถึงเรื่องการบวช คงต้องบวชยาวๆ เพราะที่พระองค์ท่านรับสั่งหมายถึงบวชยาวๆ บวชสั้นๆ พระองค์ท่านบวชไปแล้ว”

แต่แน่นอนว่า สิ่งที่เราสงสัยต่อไปก็คือ หากทรงผนวชเป็นระยะเวลานานๆ แล้วพระราชภารกิจในฐานะองค์พระประมุขจะเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้ อาจารย์วสิษฐก็ไม่สามารถตอบได้

 

อีกคำถามหนึ่งที่มักมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งคุณธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มีคนชอบพูดกันว่าในหลวงทรงเลือกคุณธานินทร์?!

ท่านวสิษฐ : “เอ่อ ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นคนเลือกอาจารย์ธานินทร์ให้มาเป็นนายกฯ ผมคิดว่าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองตอนนั้นตั้งใจจะเอาอาจารย์ธานินทร์ เพราะคุณธานินทร์ใกล้ชิดพระยุคลบาทมาอยู่ก่อนแล้ว”

คำถามต่อมาคือ อะไรคือข้อจำกัดในการพัฒนาชนบทของในหลวงครับ

ท่านวสิษฐ : “ข้อจำกัดในตอนแรกน่าจะเป็นเรื่องเงิน เพราะที่พระองค์ท่านมาพัฒนาแรกๆ พระองค์ท่านต้องควักกระเป๋าของพระองค์เองนะ จนกระทั่งตอนหลังรัฐบาลมารับช่วงเอาไป พระองค์ท่านเลยไม่ค่อยต้อง…ตอนแรกเคยจะทรงบ่นอยู่ว่าทางรัฐบาลเค้าก็ไม่ค่อยจะเอาใจใส่ แต่พอหลังจากนั้นรัฐบาลเค้าก็มารับช่วงไปเยอะแยะ โดยเฉพาะพวกเขื่อน พวกอ่างเก็บน้ำอะไรต่างๆ ที่กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเขามีงบฯ เขาจัดงบฯ ถวาย คือพระราชดำริเป็นของพระองค์ท่าน แต่สตางค์เป็นของรัฐบาล แต่ทีแรกพระองค์ท่านควักกระเป๋าเอง”

คราวนี้มาถึงคำถามสำคัญคือ เรื่องของมาตรา 112 คือช่วงหลังมีคนมาทำสถิติว่า มีคนถูกฟ้องด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้พระองค์ท่านทรงเคยมีรับสั่งให้ได้ยินบ้างไหม?

ท่านวสิษฐ : “พระองค์ท่านทรงเคยมีรับสั่งเป็นสาธารณะเลยนี่ครับ คือพระราชดำรัสในวันเฉลิม ผมจำไม่ได้ว่าปีไหน แล้วมีนายกฯ นั่งอยู่ด้วย นายกฯ คนไหนก็ไม่รู้ พระองค์ท่านรับสั่งเองว่าพระองค์ท่านไม่ชอบมาตรา 112 พอไปจับกันฟ้องกันแล้ว พระองค์ท่านต้องพระราชทานอภัยโทษทุกรายไปเลย อันนี้พระองค์ท่านรับสั่งเอง เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าท่านไม่เดือดร้อนเรื่องที่ใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิติเตียนพระองค์ท่านยังไง ความจริงพระองค์ท่านก็คงคิดแบบเมืองอังกฤษน่ะ เมืองอังกฤษที่ด่าควีนเป็นว่าเล่นเลย แล้วก็ไม่เห็นรัฐบาลอังกฤษเขาเดือดร้อนอะไร พระองค์ท่านก็ไม่เดือดร้อน

แต่ถ้าจะถามว่าพระบรมราโชบายเป็นอย่างไร ผมตอบได้เลยว่าพระองค์ท่านไม่โปรดมาตรา 112″