เขียนในสิ่งที่อยากเขียน

แม่หวาน ละมุนมัม

มหาสมุทรอินเดียตรงหน้าเปลี่ยนสีสันอย่างรวดเร็วเกือบทุกวินาที

บางครั้งคราม บางครั้งเขียวแก่ บางครั้งเขียวอมฟ้า

แต่ครั้งที่ทะเลงดงาม คลื่นลมสงบก็จะเป็นครั้งที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆดำทะมึนก้อนใหญ่เคลื่อนตัวอยู่เบื้องบน

สีสันบนท้องฟ้าที่สะท้อนมาถึงสีของน้ำรวมทั้งคลื่นทะเลช่างเป็นภาพวาดที่ยิ่งใหญ่ที่เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงให้เห็นถึงความน่ากลัว ความงดงาม ความไม่เที่ยงซึ่งเป็นอนิจจัง

เสื้อหนาวแขนยาวรุ่มร่าม กางเกงขายาวและถุงเท้าหนาเตอะยังทำให้ฉันสั่นสะท้านบ้างเป็นครั้งคราวในห้องพักของโรงแรมชั้น 12 ซึ่งอยู่ติดกับทางตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย

ฉันนั่งมองภาพข้างหน้าอย่างเพลิดเพลิน แก้วชาแบบเข้มข้นที่ช่วยทำให้ร่างกายฉันอุ่นขึ้นมาบ้างค่อยๆ ลดลง

–หวานเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทางโน้นให้พี่ฟังบ้างนะ

ฉันยังจำวันที่พี่จี๋ คุณบุษกร พิชยาทิตย์ นักเขียนอิสระที่บรรจงเขียนเรื่องของดอกไม้ได้น่ารักน่าชัง พูดกับฉันได้ดี

เราทั้งคู่ชอบฝัน จะบอกว่าเราทั้งคู่คือนักฝันก็ว่าได้

พี่จี๋เธอชอบดอกไม้ เธอมีบ้านที่งดงามล้อมรอบไปด้วยความหอมของดอกไม้ และแมวขนปุยๆ เกือบ 30 ตัว

ส่วนฉันนั้นเน้นความเรียบง่ายเป็นหลักบ้านสวนธรรมของฉันมีแต่ต้นไม้สีเขียว ห่าน เป็ด และไก่ เต่า นก ปลาทั้งหลายตรงบ่อหน้าบ้านคือของแถม

 

–หวานไม่ชอบดอกไม้เหรอคะ? ทำไมไม่ปลูกดอกไม้บ้าง?

พี่จี๋ถามขึ้นในวันที่เธอแวะมาเยี่ยมเยียนฉัน

นั่นสิ…ฉันตอบไม่ถูกเลย ฉันชอบกลิ่นหอมของดอกไม้

ฉันชอบสีสันที่สวยงามของดอกไม้

ที่สำคัญฉันชอบจัดดอกไม้ แต่…ฉันชอบจัดดอกไม้น้อยกว่าพิธีชา

พิธีชาแบบญี่ปุ่นคือความเรียบง่ายในแบบของนิกายเซน เราจะไม่ทำอะไรที่วุ่นวายหรือเยอะเกินไป เราจะมีแต่สิ่งจำเป็นและความเรียบง่าย

บ้านสวนธรรมเมื่อเทียบกับบ้านที่น่ารักของพี่จี๋แล้วอาจจะเหมือนมีอะไรขาดหาย

แต่อะไรที่ขาดหายเป็นสิ่งที่ฉันชอบและนั่นคือเสน่ห์ที่ฉันหลงใหล

บ้านพี่จี๋มีความน่ารักในแนวยุโรป มีข้าวของเครื่องครัวครบ ทั้งเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับบ้านที่พี่จี๋ปั้นแต่ง หรือเลือกสีสันมาตกแต่งทำให้ฉันเพลิดเพลินใจทีเดียวที่ได้ไปเยี่ยมเยียน พักผ่อน ก่อนเดินทางมาเมืองเพิร์ธ

แต่…ช่างบังเอิญเสียจริงที่ฉันได้บางสิ่งมาด้วย นั่นคือบางอย่างที่เราต้องเขียนถึงกัน

บางอย่างที่เรียกว่าจดหมายที่ผู้คนต่างเกือบจะเลิกเขียนถึงกันแล้ว

เราต่างสร้างมิตรภาพของคนช่างฝันร่วมกัน เราต่างมีมิตรภาพของคำว่านักเขียนร่วมกัน เราจึงสัญญากันว่า

–ค่ะพี่จี๋ หวานจะเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้น โดยอาจจะยกคำคม หรือคำสอนของผู้ใหญ่ในวงการนักเขียนมาเอ่ยถึงบ้างนะคะ

 

และแล้วชีวิตที่ยุ่งเหยิงเมื่อเดินทางมาถึงเมืองเพิร์ธ ทั้งการรับลูกออกจากหอพักพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง การหาบ้านเช่าที่ถูกใจทั้งฉันและลูก รวมถึงการซื้อรถอย่างเร่งด่วน

ชีวิตยิปซีได้ทำให้ฉันลืมสัญญาทุกอย่างหมดสิ้น

–หวานเริ่มเขียนหรือยังคะ?

เมื่อพี่จี๋ทวงถามฉันก็แค่

–โอ้ ยุ่งมากเลยค่ะพี่ หวานคงเขียนไม่ไหวค่ะ

ฉันแก้ตัวไปอย่างคล่องแคล่ว

–หวานเขียนเรื่องวุ่นๆ ให้พี่ฟังก็ได้นะคะ

โอ้แสงสว่างได้ส่องมาถึงฉันทันที เหมือนเมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนตัวหายไปไหนไม่ทราบ เหลือไว้แต่ท้องฟ้าที่สดใส และน้ำทะเลสีเขียวเข้มประปรายด้วยสีขาวของคลื่นที่แซมขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างลงตัว

ฉันเคยมีความรู้สึกนี้ครั้งหนึ่งที่หัวหินกับลุงต่วย วาทิน ปิ่นเฉลียว บรรณาธิการเจ้าของหนังสือ ต่วย”ตูน

ลุงต่วยเป็นคุณพ่อของคุณดาวที่ลูกสาวเราทั้งคู่รู้จักและเป็นเพื่อนกัน เด็กๆ ชวนกันไปว่ายน้ำ ส่วนผู้ใหญ่นั้นก็นั่งเฝ้าเป็นเรื่องปกติ (ฮา) แต่ฉันกลับโชคดีที่ได้นั่งคุยกับลุงต่วย และลุงต่วยที่กำลังเหงา (เริ่มป่วย) ก็ว่าสนุกดีที่ได้นั่งคุยกับฉัน

เราคุยและหัวเราะกันอย่างออกรสชาติ ทั้งสนุกและผ่อนคลาย

 

–หวานอ่านต่วย”ตูนเป็นตั้งเลยค่ะ คืออ่านหนังสือทุกอย่างของต่วย”ตูน เหมือนถูกบังคับ (ฮา) เพราะกลับเมืองไทยทีไร หวานมักจะได้รับอภินันทนาการจากบริษัทมติชนมาค่ะ

–อ้าวเหรอ!

ลุงต่วยหัวเราะกว้างเห็นฟันเกือบครบทุกซี่

–แล้วทำไมหวานไม่เขียนหนังสือต่อล่ะ?

–คือหวานโดนเยอะค่ะ

ฉันตอบยิ้มๆ นึกถึงครั้งที่เริ่มเขียน เริ่มแปล เริ่มสัมภาษณ์นักเขียนหลายท่าน แล้วได้ลงมติชนสุดสัปดาห์ ครั้งนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน นักเรียนญี่ปุ่นสายวิศวะเช่นฉันคือสิ่งแปลกปลอมที่นักเขียนผู้ใหญ่หลายท่านยากจะยอมรับ

–สายวิศวะจะมาเขียนหนังสือเป็นได้ไง?

–เด็กเส้น!

หลายๆ อย่างในวงการทำให้ฉันขยาดที่จะเขียนต่อทั้งที่หัวใจเรียกร้อง แต่ก็พยายามลืม พยายามห่างเหินไป จนวันนี้วันที่ลุงต่วยพูดว่า

–ไอ้ช้างมันตาคม ถ้ามันอนุญาตให้เขียน หวานต้องมีแววและเขียนเป็นนะ

ฉันไม่ทราบว่าคำว่าซาโตริจะใช้ในสถานการณ์นี้ได้ไหม แต่ฉันรู้สึกว่าหัวใจฉันพองโต อิ่มเอม และซาโตริในที่สุด ฉันกราบขอบพระคุณลุงต่วยที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้จุดประกายให้ฉันได้ทำงานที่มีความสุขนี้จนถึงปัจจุบัน

และกราบขอบพระคุณมติชนที่ให้โอกาสฉันตลอดมา

ชีวิตฉันได้เริ่มต้นใหม่ในดินแดนใหม่และผู้คนใหม่ๆ และในฐานะนักเขียนฉันก็อยากเริ่มต้นใหม่เช่นกัน

ฉันไม่เคยเขียนอะไรที่อยากเขียนจากใจ

แต่กับพี่จี๋ที่เราต้องเขียนจดหมายส่งถึงกันนั้น ฉันรู้สึกอยากเขียนในสิ่งที่อยากเขียนโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใดๆ อีกต่อไป

บทความก่อนหน้านี้คิดถึง ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนที่ 25 “น้ำเน่า”
บทความถัดไปความทรงจำ: ผู้อยู่ในครัว