การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ มืดแล้ว

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

[เหมือนยังอยู่ในภวังค์ ดังต้องมนต์

ตาเจ้าแผดเผาจนผิวน้ำไหม้

ที่ตึงเต่งเคร่งครัดโอบรัดใด

ปริร้าวแล้วคือแก้วใจหรือนัยน์ตา

ทว่าเธอคือใครในชีวิต

ถูกกับผิดสลับสับมูลค่า

ที่แตกปริคือเธอเสมอมา

หรือนั่นคือดวงตาของฉันเอง]

 

“พี่เขียนอะไรอยู่คะ”

พร้อมคำถาม หน้านวลผ่องก็ชะโงกเข้ามา หากฉันปิดสมุดที่กางหน้าอยู่ทันที ปิมปาหน้าเจื่อน รู้ทันทีว่าผิดเวลา

“เอ้อ…ปิมขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ…ปิมไปก็ได้ค่ะ”

“เดี๋ยวสิ”

ฉันคว้าแขนน้องสาวของรอยสาวไว้ ขยับตัวเร็วจนเก้าอี้เลื่อนเสียงดัง ปิมปายิ่งหน้าเสียกว่าเดิม แต่ก็เชื่อฟังคำสั่ง ยืนกับที่

ค่ำแล้ว แต่ฉันยังอยู่ในเสื้อผ้าสาบเหงื่อ หลายวันมาแล้วที่ได้เริ่มงานใหม่

เป็นคนงานในแปลงเพาะต้นกล้าใบยาสูบ

เพียงงานเดียวที่จะทำได้ในขณะนี้ โดยมีค่าแรงตกวันละสิบหกบาท

พี่โฟนั่นเองที่ชวนเข้าไปสมัครทำงาน และวันแรกที่ฉันเข้าทำงาน กลับมาอย่างล้าอ่อนในตอนพลบค่ำ ก็พบว่า อีพี่ชาติหมาหายตัวออกจากหมู่บ้านไปแล้ว

ทิ้งกระดาษไว้เพียงแผ่นหนึ่งว่า ขอยืมสตางค์ในโป้ของแม่ไปก่อน แล้ววันหนึ่งจะกลับมา ในเวลานี้ ถ้าจะตากหน้ากินข้าวกินแกงที่บ้านไปวันๆ ให้ละอายใจเหลือทน

ฉันโกรธ โกรธมาก

ฉันควรจะรู้เช่นเห็นชาติคนอย่างพี่โฟดี

เช่นเดียวกับที่ควรจะมีบทเรียนกับมนุษย์ทุกๆ คนบนโลก ที่ได้ผ่านมาพบกัน

แต่ฉันก็ยังโง่เง่า

เหมือนที่พ่อแม่เองก็โง่เขลาสิ้นดีเหมือนกัน

 

แต่ในตอนนี้ ยังมีอีกคนหนึ่งที่โง่เง่ากว่าฉัน

และนั่นก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย จนทำให้ต้องใช้คำพูดอ่อนลง

“ไม่มีอะไรหรอกหนูปิม พี่เขียนบันทึกน่ะ แล้วมีอะไร? มาหาพี่ กินข้าวหรือยัง”

“กินแล้วค่ะ”

เด็กผมขอดก้มหน้าต่ำ ฉันเขม้นมอง ครู่หนึ่งก็ยื่นมือเชยคาง บังคับจ้องตา

“เป็นอะไร”

“เปล่าค่ะ ปิมไม่ได้เป็นอะไร”

“มานี่มา”

ฉันนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ดึงน้องสาวของรอยมาซ้อนตัก โอบแขนรอบตัว

ปิมปาเกร็งนิดๆ เหลียวมองรอบ

“เอ้อ…ไม่มีใครอยู่หรือคะ”

“ยัง พ่อไปส่งผีบ้านเหนือ ส่วนแม่ยังไม่กลับจากสวน”

“ป้าเก่งจังเลยนะคะ ขยันปลูกอะไรๆ เยอะแยะเลย ปิมอยากไปช่วยรดน้ำผักอีก”

“เอ…เป็นเด็กนักศึกษานี่ยังออกสวนเป็นอยู่หรือ”

ฉันแกล้งใช้คำใหญ่…ใช่ เด็กนักศึกษา พวกที่มีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ในรั้วโรงเรียน

“บ้า พี่นี่”

ขนตาหลบเป็นแพทาบแก้ม ฉันบอกตัวเองให้หัวเราะ ผลักน้องสาวของรอยออกห่างเพื่อจ้องดูตา มือหนึ่งเกลี่ยไรผมขอดข้างหู

“อ้าว ก็จริงนี่นา พี่เห็นกี่คนๆ เรียนหนังสือมาก็ชักทำอะไรไม่เป็นทั้งนั้น โดนแดดทีก็กลัวผิวเสีย เจอหญ้าบาดเข้าหน่อยก็แทบจะวิ่งไปอนามัย”

“บ้า ปิมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย วันนี้ก็ทำกับข้าวให้ยายนะคะ”

“อ๋อเหรอ ทำอะไร ไข่ทอด…ไข่ต้ม?”

“พี่!”

คราวนี้ฉันหัวเราะด้วยความพึงพอใจจริง จูบเร็วๆ เข้าที่แก้ม แต่จู่ๆ ก็ชะงักกันทั้งสองคน

กลิ่น…กลิ่นบางเบาสะอาดใส คล้ายจะอวลขึ้นในจมูก

เด็กผมขอดก็นิ่งขึงไป ก่อนจะเสียงพร่าสั่น

 

“พอค่ะ พี่”

ปิมปาเสียงแห้งหาย มือไม้ป่ายเปะปะ

ฉันหลับตาในนาทีนั้น นี่เป็นจูบครั้งที่เท่าไหร่ในชีวิต หรือจริงๆ เป็นจูบที่อยากให้กับใครอีกคนมากกว่า

…หรือเพียงแค่ว่า จะใช้งานมัน

ฉันแน่ใจ ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหลง เพราะยังคงอยู่ไกลจากคำเหล่านั้นนัก

แต่อะไรกันอีก ที่กระพือปีกผีเสื้อขึ้นในอก และยังหอบพายุตามมา

“พอเถอะนะคะ…เดี๋ยวใครเห็นเข้า”

ยิ่งยินเสียงแผ่ว ยิ่งสะกดใจไม่ไหว วูบหนึ่ง กลิ่นซึ่งเย้ายั่วติดตามมาจากที่ไหนสักแห่ง แผ่ไพศาลเข้าครอบครอง

…ครองสิ่งใด?

ปิมปาสะดุ้ง เมื่อฉันไม่ยอมลืมตา ยังซอนมือคว้าไขว่

เสียงอึกอักในลำคอเบาๆ ไหล่บอบบางยกเกร็ง สะท้านไหว รู้ว่าปลายนิ้วเท้าจิกลงไม้กระดาน

ข้างนอก ท้องฟ้ากำลังหรี่แสงลง ความมืดโรยตัวมา เสียงนกร้องเรียกกันให้รีบกลับรังเซ็งแซ่ จอแจ

แต่ยิ่งอึกทึกเท่าไร ยิ่งซ่อนเสียงในห้องโถงบนบ้านเท่านั้น

“ไปในห้องนะ”

ฉันกระซิบ

 

เด็กผมขอดลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ต้อยตามเหมือนไม่มีสำนึกใดๆ หลงเหลืออยู่ ปลายเท้าเหยียบย่างอย่างรู้ว่าควรแผ่วเบาเท่าใด

แล้วก็ไม่มีคำพูดอีก เสียงหายใจหนักๆ ยังแทบไม่เล็ดลอดออกไป

ถึงในห้องกรุฝาไม้ ฉันผลักไหล่น้องสาวของรอยให้ลงนอนบนฟูกสะลี

ปิมปาผวา ทำท่าเหมือนว่าเพิ่งรู้ตัว

“เดี๋ยวพ่อแม่มา…”

“ช่างสิ”

 

[“มา…มึงเข้ามา…”

ฉันยืนกำก้อนหินแน่น

เบื้องหน้าคือเด็กผู้ชายสองคน อ้ายหมารอยกับเด็กกะออมในเสื้อยืดมอมๆ กางเกงขาสั้นสีกากี เบิกตาดูฉันแบบตัดสินใจไม่ถูก

เด็กผมขอดอยู่ข้างหลัง จับชายเสื้อของฉันแน่น

“ไม่ต้องกลัวหนูปิม” ฉันเรียกน้องสาวของรอยเช่นนั้น พลางจ้องหน้าทุกคนเขม็ง

“ถ้าน้องเจ็บอีก กูจะเขวี้ยงหัวมึง!”

“งั้นก็เลิกเถอะ” เด็กกะออมตัวเล็กรีบพูด

“อีปิมมันน้องกู ไม่ใช่น้องของมึง!” รอยยังเสียงกร้าว

“ยุ่งเองนี่หว่า บอกแล้วอย่าเล่นๆ เป็นยังงี้ทุกที โดนศอกเข้าหน่อยก็น้ำตาร่วง”

“พอเถอะๆ” เด็กกะออมกระตุกแขนรอย

แต่ก่อนจะพูดอะไร ฉันก็เดินเข้าใกล้ จ้องหน้ารอยในระยะประชิด

“โอ้ย!!”

เด็กชายร้องลั่น เขย่งเท้าเต้นทันทีเพราะน้ำหนักจากหินที่ปล่อยลงเงียบเชียบ ไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่ก่อนจะหันไปชกกลับ ฉันก็แผดเสียง

“ยาย…ยายร่อย…ช่วยด้วย!! ไอ้รอยมันจะต่อยหนู…ช่วยด้วย…!!”

เด็กกะออมตาค้าง ปิมปายังแทบน้ำตาแห้ง รอยนั้นไม่ต้องพูดถึง เขย่งขาเบิกตากว้าง มองฉันที่ล้มลงไปคลุกฝุ่น

“เฮ้ยๆๆ” รอยร้อง “กูยังไม่ได้ทำอะไรมึง!”

“ก็ยังไม่ได้ทำไง” ฉันตอบ “แต่มึงกำลังจะทำ…ยาย!!…ยาย..ฮือๆๆ…ช่วยหนูด้วย!”]

เด็กผมขอดจะจำมันได้ไหม เด็กหญิงอาจจะจำได้

ฉันผู้เป็นที่พึ่งของเธอ

[“มึงมารยาแบบนี้ทำไมหะ…! อีพี่!”

รอยหน้าแดงก่ำ เห็นความโกรธจัดในท่าทาง

“ก็กูสู้มึงไม่ได้นี่” ฉันกลับตอบหน้าตาเฉย “ลองตีกันสิ กูก็แพ้มึงวันยังค่ำ”

“อ้าว…ทำไมล่ะพี่” เด็กกะออมสงสัย “เธอกัดเก่งออก”

“หยุดพูดเลยนะอ้ายออม…มึงตัวใหญ่นี่รอย! กูเป็นผู้หญิงจะสู้มึงได้ยังไง!”]

 

เด็กหญิงอาจจะจำได้ เหมือนที่ฉันเองก็ยังจดจำ

หากในการจดจำของเรา คงจะต่างกัน

ดูจากสายตาคู่นั้น ที่ปรือเงยขึ้นสบ เปี่ยมด้วยความรู้สึกท่วมท้น

“พี่คะ…”

“อะไร”

“พี่…พี่จะทำโทษก็ได้นะคะ…”

“ทำไม?”

“ปิม…ปิมอยากบอกจริงๆ ว่า…”

“…ว่าอะไร?”

“ปะ…ปิมรักพี่”

มือน้อยยื่นมาลูบแก้มฉัน แม้ด้วยความหวั่นหวาด แต่กึ่งกลัวกึ่งกล้านั้นก็ช่างจับใจ

มืดแล้ว มองแทบไม่เห็นใบหน้ากันอีกแล้ว แต่เสียงของปิมปายังสะอาดใส จนอดไม่ได้ที่ฉันเองจะลืมกฎเกณฑ์เคยตั้งไว้ หรืออาจเป็นคำพูดในประโยคต่อมา

ทำให้ฉันรู้แล้วว่า สิ่งที่ทุ่มเทได้ผลเพียงไร

“…พี่จะทำอะไร ปิมจะตามใจพี่ทุกอย่างนะคะ”

บทความก่อนหน้านี้ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ช่วยทีมหมูป่า บทเรียนเพื่อเปลี่ยนประเทศสู่อนาคต
บทความถัดไปกาละแมร์ พัชรศรี : ทีมฟุตบอลที่ไทยเอาใจช่วย มากกว่าชาติไหนๆ