คำ ผกา : โกงไม่กลัว กลัว (หลอกว่า) ไม่โกง

คำ ผกา

“นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จัดทำหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่องการป้องกันการทุจริต ในชื่อหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education)

เป็นการดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตระยะที่ 3 พ.ศ.2560-2564 โดยมีเป้าหมายให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝัง สร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียน

สร้างความตระหนักในการยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

การเน้นปลูกฝังคนในชาติคิดแยกแยะผลประโยชน์ตนและผลประโยชน์ของส่วนรวม

มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

สำหรับหลักสูตรจะดำเนินการในสองรูปแบบ

ทั้งแบบหลักสูตรโดยตรงที่เป็นการเรียนการสอนในห้องเรียน และหลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเป็นพลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเข้าใจและใช้ชีวิตในสังคมโลกที่มีความหลากหลายได้

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวอีกว่า หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้ผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย พร้อมที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่าเมื่อใช้หลักสูตรนี้อย่างเต็มรูปแบบทุกโรงเรียนแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต”

http://www.thaihealth.or.th/Content/42667-หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา%20เปลี่ยนแปลงสังคม.html


ใครๆ ก็รู้ การโกง การทุจริต การคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่เลวร้าย น่ารังเกียจ

เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ผิดศีลธรรม

และสุดยอดปรารถนาของเราทุกคน ฝันอยากเห็นสังคมสีขาวผุดผ่อง ทุกคนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ปราศจากการโกง

การชัตดาวน์ ปิดเมือง เป่านกหวีดครั้งล่าสุด จนนำไปสู่การรัฐประหาร ยึดอำนาจ และนำไปสู่คำมั่นสัญญาว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ กวาดล้างคนทุจริต คอร์รัปชั่น

ได้รับเสียงชื่นชมจากคนไทยจำนวนมากอย่างล้นหลาม ว่าหลังการขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลทหารที่ “อาสา” มาล้างบางคนชั่ว จัดระเบียบประเทศ ยอมเหนื่อย ยอมทำงานหนัก ก็คือ หลังจากนี้จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในเมืองไทยอีก

นอกจากกวาดล้างคนชั่วออกไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการกันไปในระยะยาวคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้มีคนโกงหน้าใหม่เกิดขึ้น

และนี่อาจเป็นที่มาของการอนุมัติหลักสูตร “ต้านทุจริตศึกษา” ที่จะนำไปสอน ไปปลูกฝังให้กับเด็ก เยาวชนในโรงเรียน

ต่อไปในภายภาคหน้า ประเทศไทยต้องเป็นประเทศปลอดทุจริต ปราศจากการคอร์รัปชั่นแน่นอน

ฉันยอมรับว่า ไม่ค่อยเข้าใจไอเดียเรื่องการเกลียดกลัวการคอร์รัปชั่นในสังคมไทยเท่าไหร่นัก

เช่น เราก็รู้ว่าในแวดวงราชการมีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง มีการจ่ายใต้โต๊ะ

เราแทบจะรู้ว่าตำแหน่งไหน พื้นที่ไหน มี “ราคา” ที่ต้องเตรียมจ่ายกันเท่าไหร่

และในขณะที่ปากเราก็พูดปาวๆ ว่า เกลียด รังเกียจการคอร์รัปชั่น ในอีกทางหนึ่ง ฉันก็เห็นคนที่เกลียดคอร์รัปชั่นสามารถชื่นชม ยกย่อง ยกมือไหว้ เคารพนับถือคนใหญ่คนโตที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการจ่ายเงินได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

เราซึ่งปากก็พูดว่ารังเกียจคอร์รัปชั่น แต่ถึงเวลา เราก็พร้อมจะจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนลูก พร้อมจะใช้เส้นสาย พร้อมจะยัดเงินใต้โต๊ะ พร้อมจะส่งกระเช้าให้คนใหญ่คนโต

พร้อมจะทำทุกสิ่งอย่างในชีวิต เพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคนชั้นนำ ผู้มีอิทธิพลในวงการต่างๆ เพื่อ “อำนวยความสะดวก” แก่ชีวิตของเราในหลากหลายมิติ

และหากไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ฉันท้าให้เราลองชี้นิ้วไปที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แล้วบอกว่า ในเรื่องใดบ้างรอบๆ ตัวเราที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น ตั้งแต่การรับ-จ่าย ส่วย หวย บ่อน ซ่อง ทุจริต กินหัวคิวการจัดซื้อ การได้มาซึ่งสัมปทานผูกขาด เรื่อยไปจนถึงการคอร์รัปชั่นทางอำนาจ การใช้ตำแหน่งหน้าที่ เส้นสาย ชาติกำเนิด ในการได้มาซึ่งอภิสิทธิ์บางอย่างเหนือคนอื่น

ในทุกๆ ตารางเซนติเมตรของเรา ตรงไหนบ้างที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น การทุจริตในมิติใดมิติหนึ่ง และไม่เว้นแม้แต่ในวัด – ใช่หรือไม่?

เราปฏิเสธได้อีกหรือไม่ว่าในวงการราชการไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้มาซึ่งตำแหน่งบางตำแหน่งในบางพื้นที่ และแทบจะมีราคาที่ทุกคนรู้ว่า ถ้าขอย้ายไปรับตำแหน่งที่นี่ต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าอยากได้ตำแหน่งที่นั่นต้องจ่ายเท่าไหร่?

แม้แต่ในแวดวงวิชาการที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ คุณปัญญา ก็ยังไม่วาย มีเพื่อ “ผลประโยชน์” และผลประโยชน์นั้นก็เห็นเด่นชัด ทิ่มหูทิ่มตา เห็นกันตั้งแต่ยี่ห้อร้านกาแฟ ยันป้ายโฆษณาที่มีสปอนเซอร์ ว่าทำไมมันดูเหมือนถูกผูกขาดจากบริษัทไม่กี่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

และในท่ามกลางการรังเกียจการคอร์รัปชั่นอย่างแรงกล้านี้ ฉันก็เห็นคนใหญ่คนโตที่เป็นส่วนหนึ่งการซื้อขายตำแหน่ง กินหัวคิว กินค่าคอมมิชชั่น รับสินบนจากพ่อค้า เจ้าสัวทั้งหลายก็ยังเป็นคนที่คนส่วนใหญ่ชื่นชม ยกย่อง นับถือ ซูฮก ปกป้องว่าเป็นคนดี เป็นคนเสียสละ

เผลอๆ ถ้าเข้าไปใกล้ชิดคนเหล่านี้ก็จะภูมิใจ เอามาอวดอ้าง อวดเบ่ง ถ่ายรูปโชว์คนอื่นอีกว่าสนิทสนม – อ้าว ไหนบอกเกลียดคนโกง

แล้วทำไมภูมิใจที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนโกง?

ที่ฉันไม่เข้าใจหนักกว่านั้นคือ คนไทยเราสามารถนั่งฟังคนโกงมาเทศนาเราเรื่องทุจริตได้อีกด้วยแน่ะ

อ่า…ยิ่งเป็นแบบนั้นเราต้องยิ่งซีเรียสกับหลักสูตรต้านโกงใช่ไหม?

เรายิ่งต้องเร่งสอนให้เด็กและเยาวชนของเรามีความละอายต่อบาป ซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่พูดอย่างทำอย่าง

เผลอๆ อาจยิ่งต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนพุทธศาสนาในชั้นเรียน

เด็กๆ จะได้น้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักธรรมประจำใจเสียตั้งแต่เด็กๆ เพราะไม้อ่อนดัดง่าย

แต่ฉันอยากจะยกตัวอย่างแบบนี้ ระหว่างถนนมืดๆ รกร้าง มีป่าละเมาะ ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน กับถนนที่สว่าง มีกล้องวงจรปิด มีร้านรวงหลากหลาย มีผู้คนเดินขวักไขว่ ถนนแบบไหนที่มีแนวโน้มจะกิดการฉกชิงวิ่งราวมากกว่ากัน?

การป้องกันอาชญากรรม ใช่ เรามีกฎหมาย มีบทลงโทษ มีการสั่งสอนผู้คนว่าการกระทำเช่นนี้ผิด เป็นการละเมิดผู้อื่น แต่ลำพังสองอย่างนี้ไม่รับประกันว่าอาชญากรรมจะลดลง

ถ้าปราศจากการสร้างเงื่อนไขให้การประกอบอาชญากรรมนั้นทำได้ยากขึ้น เช่น การสร้างพื้นที่ที่สว่างและมีผู้คนร่วมรู้เห็น หากจะเกิดสิ่งไม่ชอบมาพากลขึ้น

พูดให้ง่ายขึ้นคือ คนอาจจะคิดชั่วและพยายามจะทำชั่วเท่าเดิม

แต่ความพยายามทำชั่วนั้นไม่สำเร็จเนื่องจากปัจจัยไม่อำนวยให้ทำได้โดยง่าย

ความพยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ไทยกลับจินตนาการไปว่า หนึ่ง ถ้าเราจับคนโกงเข้าคุก ยึดทรัพย์ หรือประหารชีวิตได้ยิ่งดี ปัญหาคนโกงจะหมดไป

สอง ต้องทำให้คนในสังคมทุกคนเป็นคนดีและมีความซื่อสัตย์ รู้จักผิดชอบชั่วดี มีหิริโอตตัปปะ ดังปรากฏให้เห็นใน “หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา”

แต่สิ่งที่หายไปเลยในจินตนาการเกี่ยวกับการลดปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยคือ แทนการทำให้คนกลายเป็น “คนดี” ทำไมเราไม่สร้างระบบการบริหารงาน และการตรวจสอบถ่วงดุลให้การคอร์รัปชั่นเป็นไปได้ยากขึ้น

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การสร้างสังคมปลอดคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิง และความพยายามสร้างสังคมให้ทุกคนกลายเป็น “คนดี” โดยถ้วนหน้านั้น มันคล้ายๆ กับคนที่พยายามทำทุกอย่างให้อุจจาระไม่เหม็น

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่มีสังคมไหนในโลกนี้ปลอดการคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิง

และไม่มีสังคมไหนในโลกนี้ที่คนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้วนหน้า

สังคมเช่นนั้นไม่มีจริง

เพราะความจริงคือ นักคอร์รัปชั่นมืออาชีพได้พยายามสร้างนิทานเรื่องความดี คนดี ให้เราลุ่มหลงมัวเมาไปวันๆ จะได้ไม่คิดเรื่องระบบตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ

จากนั้น ในระหว่างที่เราหิวความดี หลงความดี ฝันถึงสังคมสีขาวปลอดภัยไร้ความชั่ว พวกเขาก็นั่งกอบโกย โกงกิน ทุจริตไปปากมันแผล็บ โกงไปปากมันๆ

แล้วยังหันมาเทศนาเราต่อให้เรายึดมั่นถือมั่นในคุณงามความดีในระดับตัวบุคคลกันได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะหมกมุ่นว่าทำอย่างไรให้ขี้ของพวกเราทุกคนเปลี่ยนจากเหม็นๆ มาเป็นหอมชื่นใจ เราควรมานั่งทำความเข้าใจใหม่ไหมว่า ธรรมชาติของขี้ต้องเหม็น

แต่ทำอย่างไรเราจะขี้ได้ปลอดโปร่งโล่งสบายทุกวันๆ โดยไม่ผูก เพราะการที่ท้องไม่ผูกเลยน่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของเรามากกว่า

ฉันใดก็ฉันนั้น แทนการมีองค์กรอิสระอะไรไม่รู้ ไม่ยึดโยงใดๆ กับอำนาจของประชาชน ใครตั้งขึ้นมายังไง มีวาระกี่ปี มานั่งปราบโกง ตรวจโกง ตรวจการใช้เงินยิบย่อย พยายามสร้างกฎเกณฑ์ทั้งประหลาด ทั้งละเอียด เช่น ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยื่นของตัวเองไม่พอ ต้องยื่นของเมีย อีกหน่อยคงต้องยื่นของลูก ของเขย ของสะใภ้ ของกิ๊ก ของชู้ ของแม่บ้าน ของคนขับรถ กลัวจะโกงต่อไปอีก ก็คงให้ยื่นไปถึงคนข้างบ้าน

หรือการสร้างระเบียบการใช้เงิน การเบิกจ่าย การจัดซื้อ ที่ไม่ว่าจะออกมาละเอียดยิบย่อยแค่ไหน การโกง หรือการทุจริตก็ไม่เคยหายไปไหน กลับยิ่งมากขึ้น และยิ่งกฎละเอียดขึ้น คนดูแลกฎก็ยิ่งมีอำนาจ – และที่ไหนมีอำนาจ ที่นั่นก็มีการทุจริต ถูกไหม?

ยิ่งเพิ่มกฎ ยิ่งเพิ่มอำนาจความเห็นชอบ ยิ่งเพิ่มอำนาจตรวจสอบเพื่อนุมัติ – โอ้โห – อย่าบอกนะว่าเราไม่รู้ว่ามีอำนาจเซ็นอนุมัติอะไรต่อมิอะไรนี่แหละที่แหล่งดูดเงินใต้โต๊ะ

ความพยายามทั้งหมดนี้จึงไม่ผิดอะไรกับความพยายามจะเปลี่ยนขี้เหม็นๆ ให้กลายเป็นหอม ยิ่งพยายามมากยิ่งเปิดช่องให้สิบแปดมงกุฎหากินได้มากกับการโฆษณาชวนเชื่อว่า เฮ้ยยยย เชื่อฉัน ฉันนี่แหละ จะมาทำให้ขี้มันหอมขึ้นมาให้ได้

อ้าว แล้วเราต้องอยู่กับการคอร์รัปชั่นไปตลอดชีวิต?

ก็อาจต้องเป็นอย่างนั้น ที่ไหนมีการเมือง ที่ไหนมีงบประมาณ ที่ไหนมีอำนาจ ที่ไหนมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีการคอร์รัปชั่น และความพยายามจะคอร์รัปชั่น

คำถามที่สำคัญกว่าการถามว่าจะทำให้คอร์รัปชั่นหมดไปอย่างไรคือ

เราจะอยู่กับการคอร์รัปชั่นอย่างไร โดยที่เราไม่สูญเสียอำนาจในการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นเหล่านั้น

และเรายังคงมีอำนาจสอดส่องให้กระบวนการยุติธรรมทำงานโดยไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน

สำคัญกว่านั้น เราควรคิดว่าระบอบการเมืองแบบไหนที่บรรดาคนชั่วๆ คนขี้โกงด้วยกันเองนี่แหละ ที่ท้ายที่สุด มันจะไม่ยอมให้ใครโกงได้อยู่คนเดียวติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

สุดท้ายคนโกงทั้งหลายก็ต้องผลัดกันแฉ ผลัดกันเปิดโปง

ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนดี

แต่เพราะพวกเขากำลังบอกว่า เฮ้ยย มึงจะโกงอยู่คนเดียวตลอดกาลนานแบบนี้ไม่ได้

นี่คือความแตกต่างกันระหว่างการคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยกับเผด็จการ

การคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลจากการทำงานของรัฐสภา มีเสียงโหวตของประชาชนที่ ส.ส. และพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพของประชาชนที่จะด่ารัฐบาล เสรีภาพของภาคประชาชนที่จะออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง เปรียบเสมือนถนนที่มีไฟสว่าง มีกล้องวงจรปิด – อยากปล้น แต่ก็ไม่ถนัดนักหรอก และทำได้ยากขึ้น ทำแล้วก็เสี่ยงถูกจับได้สูง

การคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยยังเป็นการคอร์รัปชั่นที่ทำได้อย่าง “จำกัด” เพราะคนอื่นที่เขาก็อยากโกงเหมือนกัน เขาไม่ปล่อยให้คุณโกงได้เพลินๆ อยู่คนเดียว

การโกงที่ต้องแข่งขัน ต้องเฉลี่ย ต้องกระจาย สุดท้ายกลับนำไปสู่การถ่วงดุล ตรวจสอบ

และเมื่อบวกกับการถูกกำกับด้วยอำนาจของประชาชน การคอร์รัปชั่นแม้ทำได้ แม้ไม่หมดไปแต่ก็ทำได้ แต่ต้องทำอย่างหน้าบางมากๆ และมีความเกรงอกเกรงใจประชาชนระดับหนึ่ง

ไม่อาจทำได้แบบหน้าด้าน ไม่เห็นหัวประชาชน

หรือทำอย่างชนิดที่ประชาชนอย่างเราต้องคอยรำพึงกับตนเองว่า

“โห…นี่เขาคิดว่าเรากินหญ้าแทนข้าวกันอยู่ทุกวันใช่ไหม”

ตรงกันข้าม การคอร์รัปชั่นในระบอบเผด็จการเป็นการคอร์รัปชั่นแบบผูกขาดไร้คู่แข่ง ปราศจากระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลประชาชนไร้อำนาจ สื่อไร้เสรีภาพ ถูกกดดันมากๆ ก็จับแพะโชคร้ายมาบูชายัญสร้างผลงานให้สาธารณชนเห็นว่า นี่แหละคือการปราบคอร์รัปชั่นที่เข้มแข็งเด็ดขาด เจอปุ๊บไล่ออกปั๊บ เจอปุ๊บยึดทรัพย์เลย – เด็ดขาด รวดเร็ว ทันใจ ไม่ยืดเยื้องุ่มง่ามเหมือนอีพวกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ประชาชนที่คิดไม่ทันก็จะปรบมือชื่นชมกันเซ็งแซ่ว่า เห็นไหม อยู่ภายใต้รัฐบาลที่เข้มแข็งเด็ดขาดมันดีแบบนี้

จากนั้นประชาชนที่คิดไม่ทันก็จะปลื้มปริ่มคิดว่า โอ ขี้เหม็นได้กลายเป็นหอมแล้ว

หารู้ไม่ว่าที่มันไม่เหม็นเพราะท้องมันผูกต่างหากเล่า

และสิ่งที่ตามมาหลังการท้องผูกเรื้อรังก็คือมะเร็งลำไส้ที่รักษายากรักษาเย็น ยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งอันตราย

ขี้ต้องเหม็น การเมืองสกปรก นักการเมืองขี้โกง โลกที่ลุ่มๆ ดอนๆ คือความจริง

สังคมปลอดโกงเพราะอุดมไปด้วยความดี คนดี ศีลธรรมคือความหลอกลวง – ลวงเอาสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจในฐานะพลเมืองของเราไปแล้ว เรายังต้องถูกจับไปอบรมสั่งสอนให้โตไปไม่โกงอีกด้วย

ถึงวันนั้นจะขอยาระบายก็ไม่รู้จะทันไหม?

บทความก่อนหน้านี้นายกฯ เตรียมเยือนศรีลังกา 12-13 ก.ค. กระชับสัมพันธ์ทวิภาคี-จ่อเปิดเจรจาเอฟทีเอ
บทความถัดไป‘บิ๊กป้อม’แจงไม่ได้นั่งหลับแค่กะพริบตา ไม่รู้ใครถ่ายรูป