เปิดใจ “โภคิน พลกุล” : เพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ เผยเหตุโบกมือลาพรรค “ผมไม่ได้ขัดแย้งกับใคร”

“ความจริงผมคิดว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้วด้วยซ้ำ ไปสอนหนังสือ ออกงานเสวนาอภิปรายเป็นวิทยาทานดีกว่า ปัจจุบันก็เป็นนายกสมาคมวัฒนธรรมไทย-จีน เดินสายให้ความรู้ด้านนี้”

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ เปิดใจตอบหลังจากที่ถามเรื่องการลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายวัฒนา เมืองสุข และนายพงศกร อรรณนพพร

หลังจากนี้จะวางอนาคตตัวเองทางการเมืองอย่างไร?

โภคินระบุว่า ส่วนตัวมีความคิดมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในสนามการเมือง สมัยอายุ 42 ปีลาออกจากมหาวิทยาลัยมา ต้องการเห็นพรรคการเมืองที่ทำงานแบบมืออาชีพ เป็นสถาบันทางการเมืองแท้จริง

“ผมเข้าใจว่าเริ่มตั้งพรรคใดๆ ต้องอาศัยบุคคลที่มีบารมี มีศักยภาพ มีความสัมพันธ์แนบแน่นใกล้ชิดวงการหลากหลาย ต้องช่วยกันผลักดัน แต่จะต้องพัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วมของทุกคนทุกฝ่ายด้วย”

“สิ่งสำคัญที่การจะเป็นพรรคการเมืองใดๆ ได้ แน่นอนที่สุด จะต้องมี Wisdom (สติปัญญา) ในการหาทางออกให้สังคม จากปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเป็นทิศทางได้ว่าจะไปทางไหน ตอบสังคมให้ได้ว่าทำไมถึงต้องไปเส้นนั้น และต้องมีผู้นำที่มีความเป็น leadership นำทางให้ได้ ว่าถ้าตามข้าพเจ้ามาบนเส้นทางนี้ ประเทศชาติจะไปรอด ผมต้องการเห็นแบบนี้”

“ทุกวันนี้ประเทศขาดทั้ง Wisdom และ leadership ใช่หรือไม่? ผมเลยมองว่าพรรคการเมืองเป็นเพียงแค่กลไกหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณอยากจะนำบ้านเมืองไปโดยเข้าไปบริหารประเทศคุณต้องตั้งพรรคการเมือง แล้วตอบให้ได้ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ทำไมต้องเดินแบบนี้ วันนี้ใครก็ตามจะตั้งพรรคการเมืองต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ ว่าจะพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ออกจากทางตันอย่างไรด้วยกระบวนการและเนื้อหาอะไรและทำไมต้องเป็นคุณ?”

อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยผู้นี้เล่าว่าอยากเห็นพรรคการเมืองที่ไม่ใช่แค่ว่าเป็นภาพของคนรุ่นใหม่หน้าตาเด็กๆ แต่ต้องมีคนหลากหลายรุ่น แต่ละคนต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจความแตกต่างหลากหลาย ถ้าเรามีส่วนผสมตรงนี้ที่เหมาะสม ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ พูดง่ายๆ พรรคการเมืองต้องเป็นเครื่องมือที่ต้องนำสิ่งนี้เอาไปเดินด้วยกัน

“ถ้าคุณไม่สามารถตอบโจทย์ได้คุณไม่ต้องตั้งพรรค พอคุณชัดเจนในเป้าหมายแล้วก็ไปมีอำนาจรัฐและทำงานให้ได้อย่างที่คุณอยากจะเดิน”

ส่วนสาเหตุที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทย โภคินบอกก็เพราะว่าไม่ตอบโจทย์ตรงตามที่กล่าวมาคือ ไม่สามารถเป็นสถาบันการเมืองที่อยากจะเห็นได้

“ผมเองก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับใคร ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบนี้ ไปไม่ได้ ผมถอยออกมาดีกว่า”

ประเด็นที่หลายคนมองว่าการแยกออกมาแบบนี้จะเป็นการแตกแบงก์ย่อยอีกหรือไม่ โภคินกล่าวตอบทันทีว่า “ให้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย” เพราะว่าตั้งแต่ตอนที่พรรคเพื่อไทยจะไปทำพรรคไทยรักษาชาติก็ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ถามว่าทำไม? ก็เพราะว่ากติกาบ้าๆ แบบนี้ที่เขาเขียนขึ้นมา ทำไมคุณต้องไปเล่นตามกติกาบ้าๆ แบบนี้ด้วย

เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่าฉันยืนจุดตรงนี้แล้วก็หนักแน่นในจุดนั้น แพ้ชนะไม่สำคัญ แต่เรายังต้องยืนยันมั่นคง การให้เราไปแตกในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือเปล่า ที่เราจะไปบอกคนเลือกตั้งว่าเอาตรงนั้นเอาตรงนี้ ไม่เอาตรงนั้น

“ผมคิดว่าถ้าเรามั่นคงกับจุดยืนของเราก็เดินแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราไปสู้กับกติกาที่บิดเบี้ยว สู้กับเผด็จการ เราเลยต้องบิดเบี้ยวตามเขา ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกเลย ฉะนั้น ดั้งเดิม ผมไม่เห็นด้วยแบบนี้ จะมีพรรคใหม่ขึ้นมาแล้วเป็นแบบนั้น ถ้าผมเห็นด้วยอีก ก็บ้าไปแล้ว”

หากวันหนึ่งจะต้องตั้งพรรคการเมือง โภคินบอกว่า ก็ต้องกลับมามองว่า

1. “เรามีอะไรเสนอ” wisdom อะไร ที่จะพาคนในประเทศนี้ออกไปจากทางตัน

2. การทำมาหากินปัญหาปากท้อง

และ 3. เขากังวลเรื่องระบบความยุติธรรม พรรคการเมืองจะขายไอเดียได้ไหมว่า ถ้าเลือกเราแล้วเราจะนำทางออกให้ได้อย่างไร ถ้าเขาเห็นด้วยกับเรา ก็อยู่ที่ว่าเขาจะนำเสนอความคิดยังไงให้คนซื้อ ใครจะมา Run เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งความเห็นส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นคนรุ่นกลางไม่ใช่คนรุ่นผม คนรุ่นผมมีแต่หน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง ทำหน้าที่สนับสนุน

สำคัญที่สุดคือ คุณนำเสนอไอเดียตรงนี้ได้ชัดเจนแล้ว ก็สู้กันแบบยุติธรรม

สําหรับชื่อ “พรรคไทยสร้างไทย” ที่มีข่าวออกมานั้น โภคินบอกว่า ผมยังไม่ได้ดูถึงตรงนี้เลยพูดตรงๆ เพียงแต่ว่าถ้ายังไม่มีการตกผลึกประเด็นที่ผมตั้งเอาไว้ตอนแรก แล้วจากนั้นก็ค่อยว่าเรื่องของกระบวนการและเป็นกลไกของพรรคการเมือง ผมไม่อยากเห็นการตั้งกลไกก่อนการวางความคิดหรือทิศทางการเดิน อยากให้มองกลับอีกมุมหนึ่งมันไม่ได้เสียเวลาอะไรเลย

“มองมาที่ตัว “ผู้นำพรรคการเมือง” ที่ผมอยากจะเห็นคือคุณต้องสามารถนำเสนอไอเดียที่มาจากใจ มาจากการตกผลึกความคิดของคุณได้ มีทีมเวิร์ก ไม่ใช่ผมคนเดียว ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องคิดร่วมกัน”

“คุณสมบัติที่คุณต้องมีคือประกาย มีบารมี อย่างผมเวลาลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ชาวบ้านจะมองผมด้วยระยะห่าง คิดว่าผมเป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักกฎหมาย ความรู้สึกที่ทำให้อยากเข้ามากอด มาแสดงความรัก ความมีเสน่ห์อยากจะเห็นเป็นนายกฯ นั้นอาจจะไม่เท่าไหร่ คนหนึ่งคนจะเป็นผู้นำได้มันต้องมาหลายสัดส่วนหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งคน”

อย่างไรก็ตาม โภคินมองว่า “คนคนเดียว” ก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวแทนที่จะนำเสนอได้ทุกเรื่องทุกมุมปัญหาของประเทศนี้ แต่หากมีใครที่สามารถเก็บภาพเหล่านี้มารวมกันได้มากที่สุดในตัว แล้วที่เหลือเป็นของทีมงานทีมเวิร์ก ถ้าคุณจะบริหารอะไรขึ้นมาสักอย่างแต่ทีมไม่ดีมันก็ไปไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามีตัวแทนที่ดีในการบริหาร แล้วมี “ตัวจริง” ในทีม เช่น ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจ ต้องนึกถึงคนนั้นที่เป็นหลัก คนนี้จบมาโดยตรง ชาวบ้านก็มั่นใจใน background และการนำเสนอคนเหล่านี้สอดคล้องกับหลักในภาพใหญ่ สามารถเข้าใจทุกคนทุกปัญหา คุณต้องสามารถนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมาให้ได้

ในอดีตเวลาเขาหาเสียงกัน เขาพูดกันด้วยถนนลูกรังกับถนนลาดยาง โฆษณาถนนว่าจะมากี่เลน ขยายถนนไปเรื่อยๆ ต่อมาโปรโมตว่าที่นี่จะต้องมีสนามบิน ยุคถัดมาเป็นยุคการหาเสียงเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคเอาไปขาย เอากองทุนหมู่บ้านไปขาย อดีตเอาสาธารณูปโภคไปให้ชาวบ้านก็แฮปปี้ระดับหนึ่ง แต่ชาวบ้านเขาอยากได้มากกว่านั้น เราเคยรับฟังพวกเขาแค่ไหน วันนี้ถ้ามี SME ต่างๆ ถ้าคุณไปส่งเสริมสนับสนุนเขาว่า หากมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การทำตลาด ติดขัดเรื่องกฎหมายคุณก็แก้ให้เขาได้เลยทันที บางครั้งคนไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าคิดทะลุออกไปเพราะว่าถ้าคุณคิดแบบนั้นมาก็จะถูกมองว่าเป็นกบฏ

แต่ถ้าเราอยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากให้มีความเปลี่ยนแปลง คุณต้องนำเสนอให้คนที่เขาคิดอีกแบบหนึ่งได้มองเห็นภาพด้วย แล้วเดินไปด้วยกัน

ส่วน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จะเหมาะกับการนำในพรรคใหม่หรือไม่ โภคินตอบว่า อยู่ที่ตัวคุณหญิงเองว่าตัวเขาจะเอาอย่างไร แต่ถามว่าคุณสมบัติที่เขามี เวลาลงไปพบชาวบ้านคนอาจจะมีความรู้สึกว่าเหมือนพี่เหมือนน้องเหมือนญาติ คนเข้าถึงง่าย แตกต่างจากของผม ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ มันมีระยะห่างกับประชาชน แต่ของเขาจะไม่มี ท่านอยู่กันมานาน ท่านก็มีความสามารถ ที่เหลือเป็นเรื่องของต้องเติมเต็มเรื่องของทีม การคิดร่วมกันการนำเสนอให้เป็นระบบ

รวมทั้งสมมุติว่าถ้าจะขึ้นมาเป็นผู้นำก็ต้องนำเสนอแนวความคิดและทีมงาน-กระบวนการในการทำงานทั้งหมดว่าจะสามารถทำงานสำเร็จได้อย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะประชาชนต้องการคำตอบเหล่านี้

ไม่ใช่พูดว่าจะปฏิรูป จะทำนั่นทำนี่ เขียนแผนมาเล่มหนาแต่ไม่มีใครอ่านมันก็ไม่มีความหมาย

ชมคลิปเปิดใจ

คลิปเสนอแผนทางออกประเทศ

หรือ Scan Qr code

บทความก่อนหน้านี้ตำนาน “รัฐบาลขิงแก่” : บันได 9ขั้น สู่ ‘ตุลาการภิวัฒน์’ สนองความต้องการฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย
บทความถัดไปคุยกับ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” อะไรคือ”ทางออก” ที่เหลืออยู่ของสังคมไทย