เปิดอก ‘เลขานุการ กก.กิจการพิเศษเพื่อไทย’ เตรียมท่าไม้ตายเชือดประยุทธ์ กับคำตอบทำไมไม่มีชื่อ “บิ๊กป้อม” ในศึกซักฟอก

นอกจากกระแสพรรคอนาคตใหม่ การเมืองไทย ณ ตอนนี้ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ 2 ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

ในเรื่องนี้ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคนหนึ่งคือ “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนยันความพร้อม ว่าในด้านข้อมูล ณ ตอนนี้พร้อม 100%

ส่วนคนที่ถูกจองกฐินอภิปรายตามที่เป็นข่าวมาแล้ว 5 คนที่มีความชัดเจน ส่วนจะมีเพิ่มเติมอีกหรือไม่ คิดว่า “มี” ทั้งในส่วนพรรคเพื่อไทยเองก็อาจจะมีเพิ่มเติม เช่น รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ส่วนพรรคอื่นๆ เร็วๆ นี้จะได้ข้อสรุป

โดยที่ “หัวใจสำคัญของการอภิปราย” ที่หวังว่าจะเกิดขึ้น คือ “เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้”

เป้าใหญ่จะต้องไปตกที่ตัวนายกรัฐมนตรีคือตัวผู้นำ การจบลงที่รัฐมนตรีคนอื่นไม่มีความหมาย เพราะว่าถ้าคนไหนเป็นประเด็น ก็จะแค่ถูกปรับออกถูกลงโทษ แต่ถ้าเราสามารถน็อกนายกรัฐมนตรีได้ โดยมีข้อมูลที่ชัดเจน มันก็จบลงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่

ในส่วนของเนื้อหาสาระสำคัญทั้งหมดจะอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี เราจะชี้ให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วคนคนนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือไม่มีความสามารถที่ทำให้มีความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำให้กับประเทศนี้ได้ต่อไป เพราะว่าความเสียหายก็จะเกิดขึ้นตามมา

โดยเราจะได้เห็นพฤติการณ์ที่ประพฤติมิชอบอย่างชัดเจน แล้วก็ข้อสงสัยส่อทุจริตที่เรามีหลักฐาน-ข้อมูลมาโชว์ ทุกคนจะเชื่อได้ว่ามันเป็นจริงตามนั้น

แล้วมันจะมีความเกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาสืบทอดอำนาจจวบจนปัจจุบันนี้ ไล่เรียงกันมาเป็นลำดับ เป็นผลพวงต่อเนื่องกันมา

ซึ่งคนที่มีชื่อในศึกซักฟอกนี้ จะหนาวๆ ด้วยกันทั้งหมด

รองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็จะต้องหนาวเรื่องเศรษฐกิจ

เนติบริกรวิษณุ เครืองาม ก็มีหลายกรณี หรือดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศที่มีกรณีบุหรี่ข้ามชาติ ยังไม่นับรวมกรณีคำให้สัมภาษณ์ปมอิหร่าน-สหรัฐ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เราก็มีข้อมูล แล้วก็ไปถึงตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้ง 5 คนนี้มีเรื่องที่ผูกโยงซึ่งกันและกัน ที่เราจะชี้ให้เห็น

จนสาวถึงเป้าใหญ่ปลายทางคือนายกรัฐมนตรี

ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมรายชื่อล็อตแรกๆ กลับไม่มีการปรากฏ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ต้องดูถึงตอนสุดท้ายลำดับต่อไปว่าจะมีข้อมูลจากพรรคไหนเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ แต่ในชั้นต้นของคณะกรรมการกิจการพิเศษที่ไม่ได้ใส่ชื่อมาตั้งแต่แรกเพราะว่าข้อกล่าวหาในอดีตที่เป็นข่าวครึกโครม เช่น นาฬิกายืมเพื่อน เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า มันไปจบลงที่ชั้นของ ป.ป.ช.แล้ว ถ้าเรานำมาพูดอีกก็จะกลายเป็นการฉายหนังซ้ำ แล้วก็ไปดำเนินการในทางกฎหมายต่อไม่ได้เพราะว่าเรื่องมันยุติไปแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ได้ปิดกั้นพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น หากมีข้อมูลใหม่ จะนำมาเพื่ออภิปราย ตรงนั้นเราก็จะให้เกียรติพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าไป รวมถึงคนของพรรคของเราด้วย

เสธ.แมวย้ำว่า เราเองต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้ชัดเจนว่า จะเป็น พล.อ.ประวิตรหรือรัฐมนตรีคนไหนก็ตาม มันเป็นเพียงแค่เครื่องเคียง-ตัวประกอบ เพราะสุดท้ายสาระสำคัญที่เราจะต้องสื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดว่าถ้ารัฐบาลนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนขั้วรัฐบาลหรือนำไปสู่การยุบสภาหรืออะไรก็ตาม

มันจะต้องจบลงที่ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น

นั่นคือเป้าหมายหลัก เราจะยึดตรงนี้ แล้วเนื้อหาสาระ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคนไหนมันก็ต้องผูกโยงมาที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ดี

เรื่องของ พล.อ.ประวิตรที่มีมาในอดีต แล้วตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาคุมอำนาจหน้าที่เดิมจาก พล.อ.ประวิตรทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคุมกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ Focus จึงกลับมาอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม เราก็จะรอพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะมีการส่งข้อมูลหรือรายชื่อมาสมทบหรือไม่อย่างไร

การปูดข่าว “ดีลลับ” กับอนาคอนด้า (ใหญ่กว่างูเห่า) บนโรงแรมหรูนั้น ที่หลายคนตีความว่าเป็นบิ๊กเนมในพรรค เสธ.แมวกล่าวว่า ผมเองในฐานะคนเคยคุมด้านการข่าวเก่า อยากจะให้มองดีๆ ว่าคนที่ให้ข่าวอันนี้เป็นคนที่มีความผูกโยงกับกลุ่มผู้สืบทอดอำนาจ หรือสนับสนุนผู้ที่อยู่ในขบวนการสืบทอดอำนาจ นี่คือ “ปฏิบัติการข่าวสาร” สร้างข่าวลวงขึ้นมาเพื่อให้คนหลงเชื่อ

ผมขอยืนยันข่าวนี้ข้อเท็จจริงไม่มี นี่คือสิ่งที่คล้ายกับว่าเป็น IO ของปีกรัฐบาลหรือผู้สนับสนุน มาปล่อยให้เข้าใจผิด เพื่อดิสเครดิตและสร้างบรรยากาศให้เกิดความเชื่อถือว่า ในปีกพรรคเพื่อไทยมีปัญหาภายใน

ผมขอยืนยันได้เลยว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง

เมื่อถามถึงปัญหาในพรรคนั้น พล.ท.ภราดรมองว่าเป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีความหลากหลาย การบริหารจัดการมันจะต้องมีหลายมิติ มันไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่อาจเป็นความแตกต่างทางความคิด ที่ไม่ใช่ไปถึงขั้นความแตกแยกภายใน

ด้วยความเป็นพรรคการเมืองใหญ่ การบริหารจัดการจะต้องแบ่งเป็นก้อนๆ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเรามองย้อนเข้ามา ตัวบุคคลที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวตั้งในการเดินเครื่องครั้งนี้ ควรจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มานั่งเป็นประธานกิจการพิเศษ

แถมในคณะกรรมการชุดนี้มีท่านอดิศร เพียงเกษ ผู้มีฝีไม้ลายมือการอภิปรายดีมาอยู่ร่วมด้วย เราต้องไม่ลืมว่า ทั้ง 2 ท่านนี้เป็นคนที่มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถในการสร้างความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาแล้วในอดีต

คุณเฉลิมก็เคยทำให้นายกฯ ชวนยุบสภา ท่านอดิศรเคยทำให้ พล.ต.สนั่นต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

การทำงานที่เราดำเนินอยู่ในห้วงนี้ 2 ท่านนี้จะเป็นคนหลักในการดูทั้งหมด พร้อมใส่เทคนิค-กลยุทธ์ ภายใต้โจทย์ว่าทำอย่างไรให้นำไปสู่ปลายทางคำตอบเดียวคือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

แม้ว่าการที่ 2 ท่านนี้เองอาจจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในสภาก็อาจจะทำให้เหนื่อยขึ้นบ้าง แต่ทั้ง 2 ท่านจะเอาข้อมูลนำประเด็นมา แล้วก็วางตัวบุคคลที่จะสอดรับกับเรื่องราวไปเชือดในศึกซักฟอกโดยผ่านการซักซ้อมกัน

ทั้งสองจึงทำหน้าที่เสมือนผู้กำกับที่มากความสามารถ ว่าแต่ละคนควรพูดยังไงให้ครบถ้วน ตรงตามประเด็นหรือไม่ ก็มีการเอาเทป เอา YouTube ในอดีต มาเปิดให้ดู เพื่อศึกษาลีลาและจังหวะ

ตรงนี้เริ่มซักซ้อมไปแล้ว 1-2 รอบ แล้วจะซ้อมกันอีกที เมื่อมีข้อมูลทุกอย่างมาครบทั้งหมด

ผมเองยืนยันได้ว่าผู้อภิปรายทุกคนไม่มีเริ่มต้นมาเบาๆ ปล่อยหมัดหนักกันทุกคน ไม่มีมารำ ไม่ไหว้ครู ทุกคนก็จะปล่อยของหมด

ซึ่งบทบาทของท่านเฉลิมในงวดนี้ที่ผมเห็นก็คือท่านลงมาเตรียมข้อมูลด้วยตัวเอง ทำทุกอย่างเหมือนจะเป็นผู้อภิปรายเอง พร้อมดูตัวบุคคลที่จะอภิปราย แล้วมาซ้อมพูดกันต่อหน้ากันจริงๆ เสมือนเป็นผู้กำกับที่มีประสบการณ์สูงมาคุมเอง

จึงเชื่อได้ว่าความสัมฤทธิผลจะเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางสุดท้าย ตรงใจพี่น้องประชาชนเหมือนกับที่เกิดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็คือต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

หมายความว่าตัวนายกฯ อาจจะไม่ได้ไปโดยฉับพลัน แต่จะค่อยๆ จากไปในที่สุด พล.ท.ภราดรบอกว่า ผมเชื่อว่าในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งส่วนตัวมั่นใจเต็ม 100% เลยว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ครบเทอมแน่นอน เพราะสุดท้ายจากข้อมูลของเรา เชื่อว่าจะทำให้ท่านไม่เกิดการยอมรับและไปต่อไม่ได้

ในอดีตก่อนสืบทอดอำนาจเขาอาจจะยังพอมีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง ที่อาจจะพอทำอะไรได้ไม่ผิด

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันภูมิคุ้มกันที่เคยมีมาในอดีตจะต้องหมดไป

เวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ผู้นำคนนี้ไม่เคยมีภาพด้านบวกเลย มีแต่ติดลบเรื่อยมา ถ้าเทียบเป็นอุณหภูมิ เป็นคนที่ติดลบมาเรื่อยๆ และเมื่อศึกอภิปรายจบ มันจะยิ่งติดลบและไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

สำหรับความสัมพันธ์ในปีกฝ่ายค้าน เสธ.แมวยืนยันได้ว่ายังหนักแน่น ยิ่งถ้ามีการอภิปราย เรายังเชื่อมั่นว่าพรรคขนาดกลางบางพรรคที่เข้าไปร่วมรัฐบาล ยังพร้อมที่จะยืนอยู่ในจุดของประชาธิปไตย เพราะหลายคนเป็นนักการเมืองมานานย่อมทราบดีว่า จังหวะไหนควรจะเป็นยังไง

ผมเชื่อมั่นว่าถ้าปลายทางนายกรัฐมนตรีไปต่อไม่ได้ จะต้องเกิดการสลับขั้วสลับข้าง

แต่เป็นไปไม่ได้ที่พลังประชารัฐกับเพื่อไทยจับมือกัน

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือพรรคอื่นในรัฐบาลนี้หันมาจับมือกับพรรคเพื่อไทย

รัฐบาลนี้ชกมวยไม่ครบยกแน่นอน ยิ่งการที่คนลาออกหรือเกิดปรากฏการณ์เลือดไหลในพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็มองว่านั่นคือสิ่งบอกเหตุอะไรบางอย่าง

คุณต้องไม่ลืมว่าพรรคนี้มีประสบการณ์ทางการเมืองสูงมาก และเขารู้จังหวะที่จะเล่น ในการตีสองหน้าหรือสองฝ่าย

แต่สุดท้ายปลายทาง ถ้าเขาจะสละตัวเอง ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องมาในบทของพระเอก

พล.ภราดรเชื่อมั่นว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้ แต่ถ้าให้ดูคุณลักษณะของผู้นำคนนี้แล้วคง “ไม่ยอมตายเดี่ยว” เขาคงจะให้ตายหมู่ (ยุบสภา) เพราะทฤษฎีการเลี้ยงกล้วย การมีงูเห่า มันจะไปได้สักระยะหนึ่ง

สุดท้ายแล้วคนจ่ายก็จะคิดแล้วว่ามันไม่คุ้ม ระหว่างที่เสียงมันปริ่มน้ำ เสถียรภาพมันไม่มี เศรษฐกิจการลงทุนต่างๆ ก็สะดุด มันก็ไปกันไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนรัฐบาลถึงจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

ยิ่งถ้าการอภิปรายเกิดขึ้นก่อน วิ่งไล่ลุงรอบ 2 ก็คิดว่าจะมีคนยิ่งมาวิ่งจำนวนมาก หลังจากได้ฟังศึกซักฟอกแล้ว พอเห็นพฤติกรรม-ข้อมูลแล้วก็จะเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาอีก ยิ่งกว่าวิ่งไล่ลุง ปริมาณประชาชนก็จะยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ

นี่คือรูปแบบพลวัตของประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว

ชมคลิป

บทความก่อนหน้านี้“จารุวรรณ” บุกศาลรธน. ยื่นร้องสอดทวงสิทธิ ขอขยายเวลาข้อมูลสู้คดี กกต.ส่งยุบพรรคอนาคตใหม่
บทความถัดไปจักรกฤษณ์ สิริริน : Black Box Thinking คู่มือ “นักบริหาร” ฉบับ “อิเหนา”