ทราย เจริญปุระ : เธอไม่เหมือนพวกเรา (1)

ทราย เจริญปุระ

ชื่อของเธอมีความหมายถึงแสงจันทร์

ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ฉันมั่นใจเช่นนั้น ทั้งที่เราต่างก็รู้กันดีว่าความทรงจำเป็นเครื่องพิสูจน์หลักฐานที่ไว้ใจไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของเธอ ขาวจัดเมื่ออยู่ในที่ร่ม และเข้มขึ้นเมื่อบ่มแดด เธอก็ให้ความรู้สึกถึงแสงจันทร์ ในวัยเด็กที่เราทุกคนล้วนไร้ประสบการณ์สานสัมพันธ์ เรานั้นทั้งตรงไปตรงมาและฉลาดแกมโกงอย่างวายร้าย ในการจะทอดสายใยให้ใครสักคน มันอาจมาในรูปกระดาษเก่ายับยู่ ที่เขียนด้วยลายมือซึ่งคิดว่าสวยสุดประดิษฐ์ เพื่อชวนให้หันไปดูอะไรพร้อมๆ กัน หรือไม่ก็มาในรูปของการลอบมองในรูปแบบที่เราจะไม่มีวันทำเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันโจ่งแจ้ง เอะอะ และไร้เล่ห์เสียจนน่าอาย

เธอไม่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะอาหารของโรงเรียนกับคนอื่นๆ เมื่อพักกลางวัน แต่ทันทีที่กริ่งเข้าห้องดังขึ้น ก็จะพบเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนของเธอราวกับไม่เคยออกไปไหนมาก่อน

ฉันเฝ้าดูจนแน่ใจว่าเธอเข้าแถวลงไปพักกลางวันเหมือนทุกๆ คน ลอบมองหาเธอที่ชิงช้าใต้ต้นอโศกที่คนมักจับจองแย่งกันเล่น สอดส่องไปตามแถวหนังสือในห้องสมุด จนไปสิ้นสุดที่แปลงเกษตรที่รกเรื้อไปด้วยเถาพวงชมพูเหนือกระท่อมเล็กๆ ที่แบ่งเขตระหว่างสระว่ายน้ำกับโรงอาหาร

ไม่มี

เธอไม่เคยปรากฏร่างในที่เหล่านั้น

 

จะมีสักกี่ครั้งที่การอ่านนำเราไปสู่ห้วงเวลาเฉพาะ

เวลาที่คงค้างอยู่ในความทรงจำ ไม่มีประโยชน์ และไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่

มันเก่าเสียจนเราไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องแค่ไหน

แล้วทำไมเราถึงยังคงจำมัน

“สุดชีวิต” คือเส้นทางสู่ความทรงจำเช่นนั้น

 

แล้วฉันก็ได้รู้โดยบังเอิญว่าเธออยู่ที่ไหน

ไม่ใช่, มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างการชวนคุยและตั้งคำถามในบทสนทนา ในความทรงจำของฉันไม่ปรากฏเสียงของเธอ

เธอไม่พูดเลย

และถึงจะพูด ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เราต้องมองผ่านแพขนตาหนาของเธอลงไปเพื่อให้เห็นว่าริมฝีปากของเธอกำลังขยับอยู่จริง

น่าตลกที่ครูบาอาจารย์ทุกคนในโรงเรียนดูเหมือนพร้อมใจจะจ้องจับไปในทุกย่างก้าวของฉัน กลับมองเลยผ่านเธอไปได้ง่ายๆ เธอไม่เคยถูกเรียกให้ตอบคำถาม แม้ในเวลาที่ฉันคิดว่าเราต่างกำลังฝันกลางวันที่หลังห้องเรียนเหมือนๆ กัน ผมดำสนิทของเธอถักเป็นสองเปียเสมอ และดูเหมือนมันยาวอย่างไร้ที่สิ้นสุด การทำเวรประจำวันไม่เคยมีเธออยู่ในรายชื่อ และคนที่ต้องหิ้วกระติกน้ำเดินตัวเอียงไปซื้อน้ำแข็งและเติมน้ำเพื่อเอาไว้กินร่วมกันหลังห้องมักเป็นฉันเสมอ เพราะหลบสายตาของครูได้ไม่เร็วพอ

และนั่นคือที่เราพบกัน

เธอนั่งอยู่กับใครอีกสองสามคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า ในโรงอาหารที่เปิดหลังพักกินข้าวกลางวันอันแสนจะจืดชืดที่โรงเรียนบังคับให้กิน ใครที่เบื่อหน่ายและมีเงินมากพอก็จะมุ่งตรงมาที่โรงอาหารนี้ ซื้อขนม ก๋วยเตี๋ยว น้ำหวานหรืออะไรต่อมิอะไรกินตามใจ

ฉันวางกระติกลง เปิดฝา แล้วนั่งยองๆ มองเธอจากเหนือก๊อกน้ำ พยายามหมุนหัวก๊อกให้น้ำไหลเอื่อยที่สุด ส่งกระแสจิตผ่านสายตาไปที่เธอซึ่งกำลังยิ้มและพูดคุยกับคนเหล่านั้นแบบที่ฉันไม่เคยเห็น

เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยดังจอแจจากด้านหลัง เสียงเลื่อนโต๊ะเก้าอี้ดังติดๆ กันเป็นสัญญาณว่าช่วงกินข้าวโรงเรียนอันน่าเบื่อกำลังจะหมดลง โรงอาหารที่ฉันและเธอกำลังแบ่งปันเวลาร่วมกันนี้กำลังจะเต็มไปด้วยผู้คน

เธอรวบช้อนและมองมาเห็นฉัน

เรามองเห็นกัน

ฉันจำไม่ได้ว่าฉันยิ้มให้เธอหรือเปล่า แต่น้ำจากก๊อกกำลังล้นเอ่อออกจากกระติก และดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ดีพอที่จะให้ฉันนั่งมองเธอแบบนี้อีกต่อไป

ฉันปิดฝา เธอเก็บจาน เสียงนักเรียนกรูเกรียวกันเข้ามาในโรงอาหารแห่งนี้

เมื่อฉันแอบมองผ่านแขนที่กำลังยกกระติกขึ้นจากพื้นด้วยความอ้อยอิ่งผิดปกติ

เธอก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
เธอไม่เหมือนพวกเรา

นั่นคือทั้งหมดที่ฉันรู้ และในวัยที่ทุกคนต่างก็อยากเหมือนกันให้ได้มากที่สุด ความไม่เหมือนของเธอนั้นแสนรบกวนจิตใจ

เธอไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่ไม่ได้เดินไปห้องน้ำพร้อมกันกับคนอื่น หรือนั่งเบียดไหล่กระซิบกระซาบคิกคักขำคำครู

ชั่วโมงเรียนที่มีเธอก็เหมือนไม่มีเธอ

และชั่วโมงพละที่สอนการว่ายน้ำ ดูเหมือนเธอจะสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง (ยังมีต่อ)

บทความก่อนหน้านี้วงค์ ตาวัน : สถานการณ์หลัง 7 สิงหาฯ
บทความถัดไป“หมอเปรม” จะปฏิรูปสื่อ กรณีจับนักข่าวแก้ผ้า ฮือฮาก่อน “ประชามติ”