ทราย เจริญปุระ : เธอไม่เหมือนพวกเรา (จบ)

ทราย เจริญปุระ

ถ้าจะมีอะไรที่ฉันทำได้ดีอยู่บ้างในวัยเด็กนอกจากการทำตัวให้ใครๆ อึดอัดแล้วก็คงเป็นเรื่องการว่ายน้ำ แขนขายาวเก้งก้างของฉันดูจะเป็นอุปกรณ์ที่ครูผู้สอนชื่นชม และความรังเกียจกลิ่นและสัมผัสฝืดๆ ของคลอรีนเข้มข้นในสระว่ายน้ำ ก็ส่งให้วงแขนของฉันจ้วงฝ่าน้ำไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นแบบไม่ต้องมีใครมาสั่ง

ฉันว่ายน้ำได้ดีเพราะเกลียดสัมผัสของมัน นั่นส่งให้ฉันอยู่ข้างหน้าใครๆ เสมอ ยิ่งว่ายเร็ว เราก็ยิ่งได้ขึ้นจากน้ำเร็ว ได้เข้าครอบครองหัวฝักบัวน้ำจืดที่ดีที่สุดในขณะที่ห้องน้ำยังแห้งสนิทเพื่อล้างตัวก่อน ขณะที่เพื่อนทุกคนยังสาละวนว่ายเวียนอยู่ในสระ

ฉันว่ายได้ดีจนครูเลิกจ้ำจี้จ้ำไช เพราะยังไงเสียฉันก็สอบปฏิบัติผ่าน จะสอบพร้อมเพื่อนหรือจะรอสอบรวดเดียวทั้งสามสี่ท่าว่ายน้ำก็ยังไหว ซึ่งฉันก็มักจะทำแบบนั้นเสมอด้วยความหยิ่งผยองของคนที่ไม่ค่อยจะมีอะไรในชีวิตให้พออวดได้ สิทธิพิเศษเล็กๆ น้อยๆ นั้นน่าชื่นใจ แม้มันจะหมายความว่าฉันต้องใช้เวลาพักที่ควรจะได้อยู่กับเพื่อนเพื่อมาสอบก็ตาม

ถึงยังไงฉันก็ไม่ได้มีเพื่อนมากมายอยู่แล้ว

 

และเธอก็ปรากฏร่างขึ้นมา

มิดชิดในผ้าขนหนูสีเข้ม เดินอย่างระแวดระวังออกมาจากห้องน้ำพร้อมใส่หมวกและแว่นตาว่ายน้ำพร้อมสรรพ ฉันนั่งดูจากระยะไกลที่ม้านั่งใต้ร่มของใบลั่นทม ครูพละลอยคอรออยู่ในน้ำ เรียกเธอให้ลงมาเสียที อินทิรารอสอบอยู่

เธอหันมาแต่ฉันมองไม่เห็นนัยน์ตาของเธอ สีฟ้าปลอมๆ จากพลาสติกแว่นกันน้ำพรางมันไว้อย่างคลุมเครือ

ฉันทำท่าสบายๆ เหมือนเห็นเหตุการณ์แบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่ใจสั่นระทึกเฝ้ารออะไรบางอย่าง

เราเหมือนกันหรือเปล่า

ผิวขาวใต้ร่มผ้าของเธอจะเรืองแสงขนาดไหนในแดดเช่นนี้

เธอจะมีรอยเว้าๆ แหว่งๆ ด่างดวงไม่เสมอกันเป็นรูปชุดว่ายน้ำเหมือนที่ประทับอยู่บนตัวฉันหรือเปล่า

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่ฉันค้นพบศิลปะการแสดงในตัวเอง เริ่มด้วยการทำท่าไม่สนใจทั้งที่สนใจอย่างโจ่งแจ้งที่สุด

ความลับของเธอ รูปร่างของเธอ แพขนตาและความเงียบดูเหมือนกำลังจะถูกปอกออกตรงหน้า

เธอนั่งลงทั้งที่ยังห่อตัวในผ้าขนหนูบนแท่นกระโดดแท่นที่อยู่ห่างจากสายตาของฉันที่สุด

ครูพละตะโกนอะไรบางอย่างมาจากในสระถึงการไม่ผ่อนปรน และเธอจะไม่มีวันได้ผ่านไปเรียนกับเพื่อนถ้าเธอไม่ยอมทดสอบความสามารถในการว่ายน้ำคราวนี้

ฉันลุกขึ้นถอดเสื้อนักเรียนอย่างอ้อยอิ่ง เข็มตราโรงเรียนครูดแขนเป็นทาง เห็นเหมือนรอยด่างขาวบนแขนคล้ำๆ ของฉันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นซึมเลือดสีแดง

เธอหันมามองฉัน

ครูพละยังคงส่งเสียงเร่ง

ฉันกอดอกอยู่ในชุดครึ่งท่อน ครึ่งบนเป็นชุดว่ายน้ำสีกรมท่า ข้างล่างยังเป็นกระโปรงจีบสีน้ำเงิน ความยาวถูกต้องตามระเบียบที่เพิ่งโดนฝ่ายปกครองจับตัดและฉันนั่งสอยมากับมือ

อะไรบางอย่างบอกว่าฉันควรแสดงตัว ควรทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถหลบหายไปอย่างเงียบๆ ได้เหมือนทุกครั้ง เธอจะต้องเห็นฉันได้แล้ว ไม่ว่าจะผ่านพลาสติกสีฟ้าโง่ๆ ของแว่นตากันน้ำนั่นหรือไม่ก็ตาม

ฉันตะโกนสุดเสียงว่า “เร็ว! โดดเลย!” มั่นใจว่าแทรกความเบื่อหน่ายนิดๆ รำคาญหน่อยๆ อย่างที่ผู้ใหญ่มักจะใช้เวลาบอกบางสิ่งที่เคยพูดกับเราไปแล้ว

ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไร ตอนที่ทิ้งตัวลงจากแท่นกระโดดไปในน้ำทั้งๆ ที่ยังกุมผ้าขนหนูห่อเอาไว้รอบตัว ผิวน้ำแตกกระจายเป็นฟองฝอย ครูพละออกอุทาน ฉันออกวิ่งไปยืนอยู่ขอบสระ

ภายใต้น้ำลึกผสมกลิ่นคลอรีนชวนเวียนหัวนั้น

ทั้งร่างเธอเป็นสีฟ้า เรืองรอง เป็นประกาย

และถึงแม้เธอจะเงยหน้าขึ้นมาทางฉัน มือเธอก็ยังคงกุมผ้าขนหนูเอาไว้อย่างมั่นคง มันลอยพะเยิบตามแรงส่งของน้ำ เห็นช่วงขาที่พ้นขึ้นมาจากหัวเข่าที่ฉันไม่เคยได้เห็น

เธอนอนอยู่ที่พื้นสระแบบนั้น จนครูว่ายน้ำดำลงไปถึงและพาเธอขึ้นมา

“เราพูดถึงบางสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย หรือสิ่งที่เราจะไม่มีทางให้อภัยตัวเอง แต่เราก็ยังทำ…เราทำเช่นนั้นกันอยู่ตลอดเวลา”¹

 

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเราเรียนร่วมห้องกันกี่ปี โลกที่มีเธอนั้นเหมือนไม่มีเธอ โลกของเธอก็คงไม่ได้มีฉันอยู่ เพียงแต่หัวเข่าบอบบางกับพลาสติกสีฟ้าวันนั้นยังคงอยู่ในใจ

ฉันอยากเล่าว่าสุดท้ายเราก็ได้คุยกัน แบ่งปันเสียงกระซิบและหัวเราะไปกับเหตุการณ์ที่เกิด แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น

เธอหายไปจากชั้นเรียนก่อนจะมีใครรู้สึกด้วยซ้ำ

เหมือนอยู่ๆ เราก็นึกขึ้นมาได้ เวลาขับรถผ่านไปในที่ที่เราไม่ได้มานานแล้ว ว่าตรงนี้เคยเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง ทุ่งหญ้านั้นมีตัวตนจริงอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ

แม้ทุกวันนี้มันจะกลายเป็นตึกไปแล้วก็ตาม

 

เราเอ่ยปากได้ พร่ำบ่นก่นเศร้า เล่าถึงความทุกข์ไปซ้ำๆ

แต่การจะทำให้มันหายไป เรียกร้องการกระทำอะไรที่มากกว่านั้น

ต่อให้พูดกับคนจนหมดโลก เรื่องที่เกิดมาแล้วก็ยังจะคงอยู่

มันจะหายไปต่อเมื่อเราเริ่มรับฟังตัวเอง

“สุดชีวิต” (Dear Life) เรื่องสั้นโดย แอลิซ มันโร แปลโดย อรจิรา โกลากุล และ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ฉบับพิมพ์ภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์บทจร, 2559


¹ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้กรินทร์ จิรัจฉริยากูล : นกกระติ๊ดแดง
บทความถัดไปนิ้วกลม : ขงจื่อ… ‘หากไม่อยู่ร่วมกับมนุษย์แล้วจะไปอยู่กับใคร’ (จบ)