การ์ตูนที่รัก : ผ่าพิภพไททัน (4) / นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

 

ผ่าพิภพไททัน (4)

 

เล่ม 15 เป็นจุดพลิกผันของเส้นเรื่องครั้งที่สี่

หัวหน้าเอลวินปรึกษากับนายพลพิคซีสเรื่องการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนพระราชา

พวกเขาเห็นพ้องกันว่าพระราชาและขุนนางแวดล้อมร่วมมือกับศาสนากำแพงสร้างกำแพงจากร่างของไททันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว

พวกเขามิได้คิดถึงความเป็นอยู่ของประชาชนหรืออนาคตของมนุษย์แต่อย่างใด

พวกเขาเคยแม้กระทั่งส่งออกประชาชนส่วนหนึ่งไปนอกกำแพงเพื่อลดการใช้ทรัพยากร

สถานการณ์บ้านเมืองจึงนิ่งอยู่กับที่เป็นร้อยปี ในที่สุดบ้านเมืองกลายเป็นรัฐทหาร มีหน่วยทหารสามหน่วยใหญ่ๆ คือกองกำลังทีมสำรวจ กองกำลังรักษาการณ์ และกองกำลังสารวัตรทหาร ประชาชนล้มตาย กองกำลังทีมสำรวจเปลี่ยนไปหลายรุ่น กองกำลังรักษาการณ์เพิ่มทหารใหม่เข้ามาเรื่อยๆ แต่กองกำลังสารวัตรทหารและพวกชั้นในไม่เป็นอะไรเลย

รีไว แอ็กเกอร์แมน กับพรรคพวกพบว่า คริสต้า ทหารหญิงหนึ่งในกองทหารทีมสำรวจที่แท้ชื่อฮิสทอเรีย เรสคือทายาทของร็อด เรส พระราชาตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่ ตระกูลเรสสืบทอดพลังของไททันผ่านสายเลือดของตระกูล แล้วสร้างประวัติศาสตร์ปลอมขึ้นมาเพื่อครอบงำโครงสร้างสังคมให้อยู่หยุดนิ่งกับที่ แลกกับการสร้างกำแพงสามชั้นเพื่อป้องกันภัย

รีไวและหัวหน้าเอลวินต้องการทำลายโครงสร้างนี้ลงแล้วเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการทวงกำแพงมาเรียคืนเสียที

 

หัวหน้าเอลวินทำปฏิวัติสำเร็จ ล้างบางขั้วอำนาจเก่า เปลี่ยนพระราชาเป็นราชินีฮิสทอเรีย

ฮิสทอเรียสังหารร็อด เรส บิดาของตัวเอง ร็อด เรส ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายด้วยการกลายร่างเป็นไททันมหึมาที่มีน้ำหนักมาก เดินไม่ได้ ต้องคลานถูไถใบหน้าและร่างกายของตนเองไปกับผืนแผ่นดินจนกระทั่งเนื้อหนังฉีกขาดหายไปเป็นครึ่ง

แล้วแผ่นดินก็สงบสุขอีกรอบหนึ่ง

ราชินีฮิสทอเรียครองบัลลังก์ ศาสนากำแพง พลังอำนาจของไททัน ไททันจำนวนมากฝังอยู่ในกำแพง ตระกูลแอ็กเกอร์แมนปรากฏตัว ไททันเสื้อเกราะ ไททันมหึมาและไททันสัตว์ยังคงอยู่ภายนอกนั้น รัฐทหารยังคงเป็นผู้ปกครอง ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นเอง รวมทั้งประโยคที่ว่าไม่มีมนุษย์เหลืออยู่นอกกำแพงนั่นแล้ว

เรื่องการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นเองมิใช่เรื่องผิดปกติ ที่จริงแล้วใครๆ ก็เขียนกัน ดังคำกล่าวที่ว่าผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์

สำคัญที่เราควรรู้ทัน มิใช่หลงงมงายแล้วคลั่งชาติไม่ลืมหูลืมตา

หากพระราชาองค์แรกจะสร้างกำแพงสามชั้นเพื่อปกป้องตัวเอง หรือเพื่อปกป้องประชาชน สร้างรัฐทหารขึ้นและเกณฑ์ทหารใหม่เข้าประจำการตลอดเวลาเพื่อป้องกันไททัน เรื่องเหล่านี้ทำได้ด้วยการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่แล้วป้ายสีคนนอกเป็นศัตรู

เราทำกันเช่นนี้เสมอๆ รวมทั้งรัฐไทยในหลายร้อยปีที่ผ่านมา เราทำเช่นนี้กับพม่า ลาว เขมรและญวน เราทำกับอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย

 

เมืองนี้หวาดกลัวไททันจนกระทั่งไม่ออกไปไหนอีกเลย ไม่มีมนุษย์เหลืออยู่ข้างนอกนั้นอีกแล้ว และถึงแม้จะไม่มีไททันให้เห็นมานานหนึ่งร้อยปี แต่โครงสร้างที่มั่นคงก็สถาปนาไปแล้ว ชาวนาทำนาส่งเสบียงให้ชั้นกลาง ชั้นกลางทำการค้าส่งเงินให้ชั้นใน ชั้นในเสวยสุขบนความทุกข์ยากของผู้คน ชีวิตปกติสุขดีจนกระทั่งไททันมหึมาปรากฏตัวในตอนต้นเรื่อง นำไปสู่การปรากฏตัวของไททันหญิง ไททันเสื้อเกราะ และไททันสัตว์ ไม่ควรมีใครสงสัยประวัติศาสตร์อีกเลย

ยกเว้นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่นี้เป็นตัวปัญหาจริงๆ

เอเลน มิคาสะ อาร์มิน โดยการนำของรีไว แอ็กเกอร์แมน และเอลวิน สมิธ จึงนำกองกำลังออกนอกกำแพงเพื่อไปค้นความลับที่บิดาของเอเลนทิ้งไว้ในห้องใต้ดิน นำไปสู่การต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งของโลกการ์ตูนระหว่างมนุษย์และไททัน โดยมีเอเลน เยเกอร์ เป็นเดิมพัน

“ต่อให้พวกเราตายที่นี่! ก็จะฝากความหมายให้กับคนที่มีชีวิตอยู่คนต่อไป! ทหารเอ๋ยจงฮึกเหิม ทหารเอ๋ยจงร่ำร้อง ทหารเอ๋ย สู้มัน!” แล้วก็ตายเกลี้ยงเหลือฟล็อกคนเดียว

 

ผ่าพิภพไททันถูกวิพากษ์ว่าโฟกัสที่ทหารอยู่ฝ่ายเดียวตลอดทั้งเรื่อง

เราไม่เห็นรัฐสภาเลย

ส่วนที่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนถูกขับเน้นน้อยเกินไป อย่างมากก็เป็นเพียงถ้อยคำพรรณนาผ่านๆ ไป ฉากอดอยากมีไม่กี่ฉาก

บทบาทของสื่อก็น้อยมาก เพียงใส่เข้ามาตอนกลางเรื่องและท้ายเรื่องอีกนิดหน่อยเท่านั้น

ฉากร่างกายหรือแขนขาถูกฉีกขาดเลือดไหลนองมีมากกว่า จะตีความว่าเพื่อความชอบธรรมของการสร้างรัฐทหารก็เป็นได้

สงครามและทหารนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ยานยนต์ เครื่องบิน จรวด ไปจนถึงระเบิดปรมาณู

เหล่านี้ถูกพัฒนาสมรรถนะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะสงครามโลกทั้งสองครั้ง

ผ่าพิภพไททันก็เช่นกัน เพราะมีไททันจึงมีเครื่องเคลื่อนที่สามมิติ เมื่อถึงเล่ม 21 มนุษย์ก็สามารถผลิตยาฉีดเพื่อใช้กับทหาร ทหารที่ได้ยาฉีดพิเศษนี้แล้วเคี้ยวไขสันหลังของไททันเข้าไปก็จะได้พลังของไททันมาเหมือนกับที่เอเลนเป็น ดูเหมือนดุลอำนาจจะเริ่มสั่นคลอน

เรื่องกลืนกินไททันเพื่อเป็นไททันเป็นส่วนหนึ่งของการกินเนื้อคน (cannibalism) ซึ่งเป็นจิตวิเคราะห์ และเป็นอีกหนึ่งโครงเรื่องหลักของหนังสือ

เอเลนและพวกเดินทางไปถึงห้องใต้ดินและพบความลับที่พ่อทิ้งไว้ นี่เป็นจุดพลิกผันของเส้นเรื่องครั้งที่ห้า ทำเอาสาวกการ์ตูนจำนวนมากซึ่งทอดทิ้งไททันไปแล้วต้องกลับมาเริ่มอ่านใหม่หมดอีกครั้ง ประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรับรู้ (รวมทั้งนักอ่านไททันรับรู้) เป็นประวัติศาสตร์ปลอมจริงๆ ที่แท้ยังมีมนุษย์อยู่ภายนอกกำแพงมาเรียเรียกว่าชาวเมอเร่ ส่วนมนุษย์ในกำแพงเป็นชาวเอลเดีย เรื่องราวของสองเผ่าพันธุ์เริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

รายละเอียดอันน่ามหัศจรรย์เป็นหน้าที่ของนักอ่านจะไปค้นคว้ากันต่อ ที่จะชวนคุยในขั้นตอนนี้คือเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda)

 

ชาวเมอเร่ไม่มีพลังไททัน พวกเขาเลี้ยงชาวเอลเดียกลุ่มหนึ่งไว้ในค่ายกักกันแล้วคัดเด็กบางคนที่มีพลังไททันซ่อนอยู่ออกมาใช้งาน การที่รัฐหนึ่งจะโน้มน้าวให้คนรุ่นใหม่เข้าเป็นทหารและมีความกระตือรือร้นจะออกรบ มิหนำซ้ำรบกับเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ลำพังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ในฉบับของเมอเร่ก็ยังไม่พอ ที่ต้องทำด้วยคือการโฆษณาชวนเชื่อ

ยุวชนเอลเดีย 4 คนในค่ายกักกันของเมอเร่จะออกเดินทางไปแทรกซึมชาวเอลเดียที่ปิดตัวเองในกำแพงสามชั้นเพื่อเตรียมการบ่อนทำลาย

พวกเขาต้องมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าพวกในกำแพงนั้นชั่วร้ายและกระทำผิดต่อมนุษยชาติจริงๆ แม้พ่อ-แม่พี่-น้องของตนเองจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันของเมอเร่ก็เป็นเรื่องสมควรเพราะชนชาติของเราทำผิด และพวกเรานี่แหละจะแก้ไขความผิดไถ่บาปให้แก่ทุกคน

นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนที่ไททันมหึมาจะปรากฏตัวที่กำแพงมาเรียในตอนต้นเรื่อง

พูดง่ายๆ ว่านอกจากเขียนประวัติศาสตร์ปลอมแล้วต้องล้างสมองคนรุ่นใหม่ให้ได้อีกด้วย

“ชาวเอลเดียบนแผ่นดินใหญ่อย่างพวกเราน่ะ ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตชดใช้ประวัติศาสตร์น่าเศร้าที่เคยสร้างผลกระทบต่อชาวเมอเร่ พวกเราคือชาวเอลเดียที่ดี ไม่รู้ว่าพวกที่อยู่บนเกาะจะแปลงร่างเป็นไททันแล้วบุกมาทำลายโลกเมื่อไร คนที่จะยับยั้งเรื่องพวกนั้นได้ก็มีแต่เราชาวเอลเดียเท่านั้น เราต้องลงโทษพวกที่เอาเรามาทิ้งไว้แล้วหนีไปอยู่บนเกาะนั้น” คือคำพูดที่กาบี้ สาวน้อยนักสู้ฝั่งเมอเร่ได้รับ

อย่าเพิ่งแกล้งลืมว่ากาบี้คือทหารเด็ก พวกเอลเดียเกณฑ์คนหนุ่ม-สาวหมาดๆ เข้าเป็นทหาร พวกเมอเร่ใช้ทหารเด็กอย่างกาบี้และฟอลโกออกปฏิบัติการ แล้วกลับมาเล่าให้พ่อ-แม่ฟังบนโต๊ะอาหารเย็นด้วยความภูมิใจเป็นล้นพ้น เด็กๆ เห็นการฆ่าและลงมือฆ่า

ชาวเอลเดียในเมืองกำแพงสามชั้นนั้นอยู่บนเกาะพาราดี้ ชาวเมอเร่กับพลโลกอีกหลายชาติที่เหลืออยู่บนแผ่นดินใหญ่ นักอ่านซึ่งได้แต่อ่านเรื่องราวของมนุษย์ในเมืองกำแพงสามชั้นถูกหลอกให้อ่านมา 20 กว่าเล่มกว่าจะรู้ตัวว่าเราเป็นกบในกะลามาตลอด

 

เรามาถึงการพลิกผันของเส้นเรื่องครั้งสุดท้าย และจะยิงยาวไปจนถึงอวสาน ถึงตอนนี้เอเลนและพวกออกนอกกำแพงมาเรียมาถึงชายทะเลแล้ว โลกมีสิ่งที่เรียกว่าทะเลตามที่อาร์มินพูดจริงๆ ด้วย

ในเวลาเดียวกันบนแผ่นดินใหญ่ ตระกูลไทเบอร์เรียกประชุมนานาชาติเพื่อแจ้งข่าวชาวเอลเดียบนเกาะครอบครองไททันนับล้านตัวที่ฝังในกำแพง แม้ว่าพระราชาองค์แรกจะสาบานว่าพวกเขาจะไม่ออกมา แต่วันนี้ดุลแห่งอำนาจเริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถที่นานาชาติและชาวเมอเร่จะอยู่เฉยได้อีก

เมื่อถึงประมาณสิบเล่มสุดท้าย หนังสือกลับไปเล่าเรื่องราวทั้งหมดจากมุมมองของ “มนุษย์” ที่อยู่นอกกำแพง ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันที่สมดุลแห่งอำนาจสั่นคลอน

หาอ่านหาดูกันต่อเอาเองนะครับ

บทความก่อนหน้านี้คนมองหนัง l ‘เอหิปัสสิโก’ : ‘ธรรมกาย’ นอกและในจอภาพยนตร์
บทความถัดไปเรื่องสั้น : ‘วาระของลุงเอียด’ / การียา ยูโซ๊ะ