Story from Plateau | ศิลปวัตถุระเบิดที่กระตุ้นให้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม ในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

Story from Plateau | ศิลปวัตถุระเบิด

ที่กระตุ้นให้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม

ในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

 

ในตอนนี้ เราขอเล่าถึงผลงานของศิลปินอีกคนที่เราได้ชมในนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ที่เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60

ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า บุญโปน โพทิสาน (Bounpaul Phothyzan) ศิลปินร่วมสมัยชาวลาว ผู้เป็นหนึ่งในศิลปินผู้มีบทบาทที่สุดในวงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศลาว

จากศิลปินผู้ทำงานจิตรกรรมทิวทัศน์ ที่ผันตัวไปทำงานศิลปะแบบคอนเซ็ปช่วลอาร์ต และงานศิลปะที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งแตกต่างจากแนวทางศิลปะแบบประเพณีอันเป็นที่นิยมในประเทศลาว

ผลงานของเขาพูดถึงประเด็นที่เข้มข้นจริงจังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม, การตัดไม้ทำลายป่า, การวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิทุนนิยม, การสำรวจความไม่เป็นธรรมในประวัติศาสตร์การเมือง และผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงในมหกรรมศิลปะระดับนานาชาติอย่าง Asia Pacific Triennale ครั้งที่ 9 ในเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย, Singapore Biennale ในประเทศสิงคโปร์ และนิทรรศการ Elevations Laos Symposium and Art Prize ในเวียงจันทน์

บุญโปนไม่สนใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีความสวยงามและสุนทรียะอันสมบูรณ์แบบ

หากแต่มุ่งเน้นในการสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว และสื่อสารผ่านผลงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินในประเทศของเขา

มรดกอันเลวร้ายจากเหตุการณ์ในสงครามอินโดจีน ที่กองทัพอเมริกันทิ้งระเบิดในประเทศลาวกว่า 2 ล้านตัน ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 1964 ถึง 1973 เป็นเวลา 9 ปีเต็ม ทำให้ลาวเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดหนักที่สุดในโลก เมื่อเฉลี่ยต่อจำนวนประชากร

ในจำนวนนั้นเป็นระเบิดลูกหว่าน (Cluster Bomb) มากกว่า 270 ล้านลูก

และคาดว่ายังมีลูกระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิด (Unexploded ordinance – UXO) หลงเหลืออยู่ราว 80 ล้านลูกในผืนแผ่นดินลาว ที่เป็นมหันตภัยคุกคามชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศลาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นชนบท ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับผืนแผ่นดินทุกเมื่อเชื่อวัน

บุญโปนหยิบเอาซากตกค้างของลูกระเบิดเหล่านั้นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะของเขา ไม่ว่าจะเป็นผลงาน House of Dove (2018) ที่เขาติดตั้งบ้านนกสีขาวเอาไว้ข้างบนเปลือกลูกระเบิดที่เก็บกู้มาได้โดยชาวบ้านในเมืองอัตตะปือ ในเขตชายแดนลาว

หรือผลงาน Ship (2015) ที่นอกจากจะย้ำเตือนให้ผู้คนไม่ลืมเลือนโศกนาฏกรรมและความรุนแรงในอดีต หากแต่ยังกระตุ้นให้พวกเขารำลึกถึงความหวังและการฟื้นฟูตนเอง ด้วยผลงานภาพถ่ายที่บันทึกชีวิตประจำวันอันธรรมดาสามัญของชาวบ้านในหมู่บ้านของลาว ผู้อาศัยอยู่เคียงข้างเศษซากของสงคราม และหยิบเอาวัตถุตกค้างจากสงครามเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต

อย่างการเก็บเอาถังเชื้อเพลิงระเบิดมาแกะสลักเป็นเรือประมง ใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภค หรือใช้ในการทำของตกแต่งบ้านและภาชนะใช้สอย

ในผลงานของบุญโปน ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ได้ถูดวาดภาพให้เป็นแค่เพียงเหยื่อของความรุนแรง หากแต่เป็นผู้คนที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ผืนแผ่นดินของเขาเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการอยู่อาศัยให้ได้

ในนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing บุญโปนนำเสนอผลงาน Story from Plateau (2019) ประติมากรรมจัดวางที่สะท้อนผลกระทบจากสงครามในอดีต ด้วยการหยิบเอาเปลือกของลูกระเบิดที่ศิลปินเก็บได้จากทุ่งนาที่เต็มไปด้วยวัตถุระเบิด มาฉลุเป็นลวดลายเพื่อบอกเล่าและตีแผ่เรื่องราวของประชาชนผู้ต้องบาดเจ็บ พิการ และล้มตายจากวัตถุระเบิดที่ยังคงตกค้างมาจนถึงทุกวันนี้

“งานในชุด Story from Plateau หรือ เรื่องเล่าจากที่ราบสูง ชุดนี้ ผมได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของครูคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดตกค้างที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดิน ในช่วงหลังสงครามอินโดจีน ในช่วงเวลานั้นมีการทิ้งระเบิดเยอะมาก และลาวก็เป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลก (เมื่อเฉลี่ยต่อจำนวนประชากร) ทั้งๆ ที่ประเทศเราไม่ได้ร่วมรบในสงคราม หากแต่เป็นรัฐกันชน กลับโดนทิ้งระเบิดหนักกว่าเพื่อน”

“ผมไม่ได้ทำงานชุดนี้เพื่อตอกย้ำให้เกิดความเกลียดชังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หากแต่ผมต้องการพูดถึงผลกระทบจากสงครามที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน และผมก็ไม่ได้หมายถึงแค่สงครามอินโดจีนที่ส่งผลกระทบถึงลาวเท่านั้น หากแต่หมายถึงสงครามทั่วโลก ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความสูญเสียและบาดแผลจะติดตรึงอยู่กับสังคมไปอย่างยาวนาน”

“ผมเลยหยิบเอาเศษซากระเบิดเหล่านี้มาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิด (UXO) ที่ถูกฝังอยู่ในผืนแผ่นดิน”

“ลูกระเบิดเหล่านี้ชาวบ้านในชนบทขุดพบในตอนที่เขาถางป่าเพื่อทำการเกษตร หลายลูกเป็นระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะมันสามารถระเบิดได้ แม้จะถูกทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานหลายสิบปี เมื่อผมได้ซากระเบิดเหล่านี้มา ผมจะไม่ทำอะไรกับมัน ปล่อยให้ผิวโลหะของเปลือกระเบิดถูกสนิมกินโดยไม่ขัดถูทำความสะอาด เพื่อสื่อถึงการที่ระเบิดเหล่านี้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังคงอานุภาพรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนได้อยู่ดี”

“ในผลงานชิ้นนี้ ผมนำเปลือกระเบิดมาฉลุจากการตัดด้วยพลาสมา โดยได้แรงบันดาลใจจากจิตรกรรมฝาผนังแบบประเพณีและลวดลายบนกระเบื้องของวัดในเมืองหลวงพระบาง มาถ่ายทอดเป็นรูปทรงง่ายๆ เพื่อสื่อถึงเรื่องราวในท้องถิ่นชนบท แต่ใช้เทคนิคร่วมสมัยเพื่อให้การเล่าเรื่องมีความชัดเจนมากขึ้น”

“ก่อนที่ผมจะทำงานชุดนี้ ผมจะลงพื้นที่เพื่อสำรวจเรื่องราวของผู้คนแต่ละคน ทั้งสัมภาษณ์ประวัติของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดตกค้างเหล่านี้ในแต่ละจังหวัด ในตอนแรกผมตั้งใจจะเล่าเรื่องราวของ 17 จังหวัด ผ่านผลงาน 17 ชิ้น ตอนนี้เพิ่งทำไปได้แค่ 5 ชิ้น 5 จังหวัด เพราะติดปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะการตัดด้วยพลาสมาจะมีไอระเหยและละอองจากสารเคมีและโลหะหนักเข้าปอด ทั้งๆ ที่ใส่หน้ากากกันก๊าซแล้วก็ยังกันไม่ได้หมด”

“ทำงานครั้งหนึ่งก็ต้องเข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง ต้องระมัดระวังในการทำงานมากๆ”

ที่น่าสนใจก็คือ ผลงานชิ้นนี้ถูกติดตั้งกึ่งกลางห้องโถงของ อาคาร Palazzo Smith Mangilli Valmarana ที่มีพื้นที่เป็นทรงกลมแปดเหลี่ยม บนเพดานตกแต่งด้วยลวดลายทรงกลมรัศมีแตกกระจาย คล้ายกับการแตกตัวของระเบิด

ด้านล่างของฝาผนังห้องยังตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังลวดลายเหยือกโรมันโบราณ ที่มีรูปทรงสัณฐานคล้ายกับลูกระเบิด ล้อไปกับประติมากรรมจัดวางที่ทำจากเปลือกลูกระเบิดอย่างเหมาะเจาะพอดี

“อาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ เป็นคนคัดสรรให้ผมมาจัดแสดงผลงานในห้องนี้ ในตอนแรก ผมตั้งใจจะทำรายละเอียดในองค์ประกอบผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ให้เป็นเหมือนคลื่นล้อมรอบผลงาน แต่พอได้ห้องนี้มาก็ลงตัวพอดีโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย”

“ส่วนลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพของเหยือก ผมนึกถึงการรินน้ำจากภาชนะให้คนดื่มกิน ลูกระเบิดที่อยู่ในห้องนี้ก็เป็นภาชนะเหมือนกัน แต่เป็นภาชนะแห่งความรุนแรงที่หลั่งรินความบาดเจ็บล้มตายให้แก่คนด้วยกันเอง”

เมื่อได้ชมผลงานชิ้นนี้ของ บุญโปน โพทิสาน ทำให้เราอดนึกไม่ได้ว่า หน้าที่ของศิลปะนั้นไม่ได้มีแต่การมอบความสวยงามหรือสุนทรียะให้ผู้ชมได้เพลิดเพลินเจริญตาเจริญใจเท่านั้น หากแต่ศิลปะ (โดยเฉพาะศิลปะร่วมสมัย) ยังมีหน้าที่ในการกระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงความรุนแรงเลวร้ายของสงครามได้อย่างทรงพลังเช่นเดียวกัน

นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร จัดแสดงในมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ณ พื้นที่แสดงงาน Palazzo Smith Mangilli Valmarana ในเมืองเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-24 พฤศจิกายน 2567

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และอมรินทร์ •

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์