อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : แม่ใหญ่แห่งเฟมินิสต์อาร์ต ผู้บุกเบิกศิลปะสตรีนิยม

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

 

แม่ใหญ่แห่งเฟมินิสต์อาร์ต

ผู้บุกเบิกศิลปะสตรีนิยม

 

ช่วงเวลาไม่นานมานี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของคนในวงการศิลปะบ้านเราออกมาอย่างหนาหู

ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ

รวมถึงมีการหยิบยกแนวคิดเฟมินิสต์หรือสตรีนิยม ขึ้นมาพูดถึงกันในวงการศิลปะอย่างกว้างขวาง

Domes (1968) ศิลปะจัดวางรูปทางโดมพลาสติกมันวาวที่ล้อเลียนงานศิลปะที่ชอบใช้รูปทรงเรขาคณิตซ้ำๆ กันอย่างมินิมอลลิสม์ แต่ใช้ความโค้งมนนุ่มนวลของวงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นเพศหญิง ซึ่งตรงข้ามกับรูปทรงเหลี่ยมแข็งกร้าวอันเป็นตัวแทนของความเป็นเพศชายของศิลปะมินิมอลลิสม์, ภาพจาก https://bit.ly/3wViPYy

ในตอนนี้เราเลยขอเล่าเรื่องราวของหนึ่งในศิลปินคนสำคัญผู้บุกเบิกกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ว่านี้กัน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

จูดี้ ชิคาโก (Judy Chicago)

หรือในชื่อเดิมว่า จูดิธ ซิลเวีย โคเอน (Judith Sylvia Cohen) ศิลปินอเมริกันผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ที่ทำขึ้นโดยอาศัยความร่วมมือจากคนหลายคน ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจบทบาทของผู้หญิงในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เธอเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบสตรีนิยม หรือ เฟมินิสต์อาร์ต (Feminist art) ในช่วงยุค 1970s ที่พยายามสะท้อนชีวิตของเพศหญิงและเรียกร้องสิทธิและบทบาทของผู้หญิงในฐานะศิลปิน ด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจครอบงำอันเบ็ดเสร็จของเพศชายในโลกศิลปะตะวันตก

ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายอันสำคัญที่สุดต่องานศิลปะสมัยใหม่ ที่(ในขณะนั้น)หมกมุ่นอยู่กับการกำหนดเงื่อนไขและระเบียบแบบแผนของการสร้างสรรค์

มากกว่าจะสนใจในการเล่าเรื่องราวของปัจเจกชนหรือข้องแวะกับกิจกรรมทางการเมืองใดๆ

ศิลปะสตรีนิยมของชิคาโกมุ่งเน้นในการแก้ไขขนบธรรมเนียมเก่าๆ ที่กดทับและด้อยค่าผู้หญิงในโลกศิลปะ

เธอได้แรงบันดาลใจจากกระแสเคลื่อนไหวและการประท้วงต่อต้านระบอบปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่ในวงการศิลปะในช่วงยุค 1960 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะมินิมอลลิสม์ (Minimalsim) ที่เฟื่องฟูและยึดครองพื้นที่ในโลกศิลปะทั้งในอเมริกาและยุโรป ด้วยการผลักดันของเหล่าภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ นักค้างานศิลปะ และสื่อมวลชนต่างๆ รวมถึงระบบการอุปถัมภ์ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ถึงแม้มินิมอลลิสม์จะประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับการยกย่องว่าเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้กับโลกศิลปะ

Menstruation Bathroom (1972), ภาพจาก https://bit.ly/3irCiuW

แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากขบวนการเฟมินิสต์ ว่าเป็นเพียงผลงานศิลปะที่แสดงการโอ้อวดอำนาจของสังคมชายเป็นใหญ่ และเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางเพศ

การกระทบกระทั่งครั้งใหญ่ระหว่างกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะและกระแสสังคมทั้งสองเกิดขึ้นในปี 1974 ในนิทรรศการของศิลปินมินิมอลลิสต์คนสำคัญอย่าง โรเบิร์ต มอร์ริส (Robert Morris) ในหอศิลป์ Leo Castelli ในนิวยอร์ก

โดยโปสเตอร์ของนิทรรศการ เป็นภาพของมอร์ริสเปลือยร่างท่อนบนพันด้วยโซ่ และสวมหมวกทหารนาซี ซึ่งส่งผลให้กลุ่มสตรีนิยมที่เข้าร่วมในกระแสเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนลุกฮือขึ้นต่อต้านเขาและโปสเตอร์เจ้าปัญหาดังกล่าวจนลุกลามกลายเป็นการเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในวงการศิลปะ

และกลายเป็นรากฐานอันมั่นคงของกระแสศิลปะแบบสตรีนิยมไปในที่สุด

ผลงานศิลปะเฟมินิสต์ของชิคาโกแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดแบบมินิมอลลิสม์อย่างโจ่งแจ้ง ด้วยการสร้างงานในรูปแบบหัตถกรรมหรืองานฝีมือ อันต่างกับกระบวนการทำงานของศิลปินมินิมอลลิสม์ ผู้มักจะสร้างงานด้วยการผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม

The Dinner Party (1974–79), ภาพจาก https://bit.ly/2Ul1Sd3 © Judy Chicago. (ถ่ายภาพโดย Donald Woodman) Donald Woodman

ชิคาโกมักจะใช้กระบวนการทำงานศิลปะที่โดยส่วนใหญ่ทำโดยผู้หญิงที่ถูกด้อยค่าและเหยียดหยามมาอย่างยาวนาน ว่าเป็นงานฝีมือมากกว่างานศิลปะชั้นสูง

อย่างงานเย็บปักถักร้อย งานประดับตกแต่ง งานเซรามิก งานศิลปะจากแก้ว ไปจนถึงงานช่างแรงงานอย่างงานเชื่อม หรือแม้แต่ศิลปะการทำดอกไม้ไฟ อันเป็นหัวใจสำคัญในผลงานของเธอ เพื่อทำลายกรอบที่แบ่งแยกและด้อยค่าผลงานของผู้หญิงเหล่านี้ให้ต่ำต้อยกว่างานศิลปะชั้นสูงที่มักจะทำโดยผู้ชาย

เธอยังเป็นที่รู้จักอย่างอื้อฉาวในหมู่ผู้ชมจากการใช้ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับอวัยวะเพศหญิงอย่างโจ่งแจ้งตรงไปตรงมาในงานศิลปะของเธอ อย่างเช่นผลงาน Menstruation Bathroom (1972) ที่ประกอบด้วยห้องน้ำที่มีผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอดชุ่มโชกเลือดประจำเดือนอัดแน่นอยู่ในถังขยะ และตกแผละอยู่ตามพื้นห้องน้ำ

ชิคาโกใช้ผ้าอนามัยโชกเลือดนี้เปรียบเปรยถึงสัญลักษณ์ของความเป็นสัตว์ที่สตรีเพศมิอาจลบล้างออกจากตัวเองได้ในโลกของเพศชาย

ชิคาโกมักสอดแทรกความเป็นพิธีกรรม ความเชื่อ และสัญลักษณ์ รวมถึงบูชาเทพสตรีซึ่งแสดงออกถึงพลังอำนาจของอิตถีเพศอย่างชัดเจน

เธอยังสร้างผลงานที่สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำเร็จของบุคคลสำคัญเพศหญิงในประวัติศาสตร์หรือเฉลิมฉลองประสบการณ์อันโดดเด่นของผู้หญิง

เธอผลิตผลงานมากมายที่เติมเรื่องราวของผู้หญิงเข้าสู่บันทึกทางประวัติศาสตร์

รวมถึงสร้างประวัติศาสตร์ของพวกเธอขึ้นใหม่ในโลกศิลปะ

ผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของเธอคือ The Dinner Party (1974–79) ศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยโต๊ะเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาด 48 ฟุต บนโต๊ะถูกจัดด้วยสำรับสำหรับแขกผู้มีเกียรติจำนวน 39 คน ซึ่งเป็นสตรีผู้มีความโดดเด่นในวงการต่างๆ จากหลายยุคสมัยในอารยธรรมตะวันตก

สำรับของแขกแต่ละคนจะมีผ้าปูแถบยาวพาดคลุมโต๊ะ ชายผ้าด้านหนึ่งปักชื่อของแขกสตรีผู้มีเกียรติแต่ละคน

The Dinner Party (1974–79), ภาพจาก The New Yorker https://bit.ly/3is5CRS

ชายผ้าอีกด้านปักเป็นภาพที่เล่าเรื่องราวความสำเร็จของพวกเธอ แต่ละสำรับประกอบด้วยจานกระเบื้องเคลือบที่ตกแต่งด้วยลวดลายผีเสื้อหรือดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง(เช่นเดียวกับรูปทรงสามเหลี่ยมของโต๊ะ) ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของเหตุการณ์ทางสังคมร่วมสมัยเข้ากับสถานะและภาพลักษณ์ของงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง

ชิคาโกยกย่องแขกสตรีของเธอเปรียบประหนึ่งวีรบุรุษ ซึ่งตามธรรมเนียมดั้งเดิมเคยถูกสงวนไว้สำหรับเพศชายเท่านั้น

ผลงานชิ้นนี้ของเธอนำพาผู้ชมไปเยี่ยมเยือนอารยธรรมของโลกตะวันตกผ่านทางเลี่ยงจากเส้นทางที่เคยถูกมองว่าเป็นเส้นทางกระแสหลักในประวัติศาสตร์

บนพื้นกระเบื้องใต้โต๊ะยังจารึกชื่อของสตรีผู้ควรค่าแก่การจดจำอีก 999 คน ป้ายข้อมูลบนผนังยังแสดงการให้เกียรติแก่ผู้ร่วมงานจำนวน 129 คนที่ทำงานชิ้นนี้ร่วมกันเธอ

The Dinner Party เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของเพศหญิงที่ถูกหลงลืมและตกหล่นไปจากประวัติศาสตร์ ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานศิลปะเฟมินิสต์อันยิ่งใหญ่ชิ้นแรกๆ ของโลก

และเป็นปากเสียงแทนเหล่าบรรดาผู้หญิงที่ถูกกดขี่และเบียดบังจากระบอบชายเป็นใหญ่มาอย่างยาวนาน

ชิคาโกนิยามผลงานชิ้นนี้ของเธอว่าเป็น “การตีความภาพ The Last Supper หรือ อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ขึ้นใหม่ในมุมมองของผู้หญิง ซึ่งมักเป็นผู้เตรียมอาหารและจัดโต๊ะอาหารมาตลอดเวลาในประวัติศาสตร์”

ผลงานชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในหลายประเทศ ผ่านสายตาของผู้ชมหลายล้านคนในทั่วโลก ปัจจุบัน The Dinner Party ถูกติดตั้งอย่างถาวรที่ศูนย์ศิลปะเฟมินิสต์ Elizabeth A. Sackler ในพิพิธภัณฑ์บรูคลิน

ผลงานและแนวคิดอันมุ่งมั่นในศิลปะสตรีนิยมของชิคาโกส่งอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปินเฟมินิสต์ร่วมสมัยรุ่นหลังจำนวนนับไม่ถ้วน

ไม่ว่าจะเป็นศิลปินวิดีโอและแสดงสดเฟมินิสต์ตัวแม่อย่าง มาร์ธา รอสเลอร์

หรือผลงานที่ใช้สื่อศิลปะของผู้หญิงอย่างงานเย็บปักถักร้อยเองก็ส่งอิทธิพลต่อศิลปินร่วมสมัยรุ่นหลังที่ทำงานศิลปะในสื่อสิ่งทออย่าง ออร์ลี โคแกน (Orly Kogan) และ กิลเลียน สตรอง (Gillian Strong)

ชิคาโกไม่เพียงผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะเฟมินิสต์ในฐานะศิลปินเท่านัน แต่เธอยังมีบทบาทในฐานะครูผู้ให้การศึกษาและผู้จัดงานศิลปะ

ในช่วงยุค 1970 เธอริเริ่มภาควิชาศิลปะเฟมินิสต์ขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาที่มหาวิทยาลัย California State University (ในเวลานั้นชื่อ Fresno State College)

จูดี้ ชิคาโก กับผลงาน The Dinner Party ของเธอ, ภาพจาก https://bit.ly/3is5CRS

เธอเป็นเสมือนหนึ่งตัวเร่งปฎิกิริยาให้กับการถือกำเนิดขึ้นของงานศิลปะสตรีนิยมและการศึกษาเกี่ยวกับเฟมินิสต์อาร์ต

งานเขียนของเธอหลายร้อยชิ้นถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ไปในหลายประเทศ และส่งอิทธิพลทางความคิดต่อชุมชนศิลปะในทั่วโลก

เธอกับเพื่อนศิลปินอย่าง มิเรียม ชาปิโร (Miriam Schapiro) ยังร่วมกันก่อตั้งโครงการบุกเบิกศิลปะเฟมินิสต์หลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สำหรับแสดงานศิลปะจัดวางและศิลปะแสดงสดอย่าง Womanhouse ในลอสแอนเจลิส ที่อุทิศพื้นที่แก่การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ของผู้หญิง

ในปี 2018 ชิคาโกได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดโดยนิตยสาร Time, ปัจจุบัน จูดี้ ชิคาโก ในวัย 81 ปี อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา.

ข้อมูล https://bit.ly/3hTgv0a, https://bit.ly/3zhI49i, www.judychicago.com