เงาปีศาจ : “เปี๊ยก พงษ์ศิริ” นักสู้ชาวเขา จากเวที “มวยไทย” สู่ “MMA” รอแจ้งเกิด “วัน แชมเปี้ยนชิพ”

คอลัมน์เขย่าสนาม

จบลงไปแล้วสำหรับศึกมวยกรงรายการสุดยิ่งใหญ่อย่าง” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” สนามที่ 11 ของปี 2560

รายการที่ 11 จัดเอาใจแฟนชาวพม่าเป็นรอบที่ 2 ของปี ทีมงาน” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” ของ “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ยกทีมไปจัดที่ธุวันนา สเตเดี้ยม เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางแฟนกีฬาต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ “เอ็มเอ็มเอ” เข้าชมกันเต็มความจุ

“วัน แชมเปี้ยนชิพ” สนามที่ 11 มีนักสู้ชาวไทยลงแข่งขันเพียงแค่คนเดียวคือ “เปี๊ยก” “พงษ์ศิริ มิตรสาธิต” นักสู้วัย 21 ปีจาก จ.เชียงใหม่ กับ “เจรามี่ ไมเอโด้” จากฟิลิปปินส์ ในรุ่นสตรอว์เวต

ซึ่งผลปรากฏว่า เปี๊ยกอาศัยประสบการณ์ที่เหนือกว่าขึ้นคร่อมจามศอกใส่หน้าคู่ชกจนขอยอมแพ้ไปในยกที่ 2 เก็บชัยชนะไปได้อย่างงดงาม

 

สังเวียนแข่งขัน” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” ในปี 2560 ยังเหลืออีก 3 สนามส่งท้าย ได้แก่ รายการที่ 12 ของปี ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน จะมีนักชกไทยขึ้นเวที 1 คนคือ “มาก” “อนัตพงษ์ บุญราษฎร์” จะดวลเดือดกับ รีซ แม็กคลาเรน นักสู้ออสเตรเลีย ในรุ่นฟลายเวต

รายการที่ 13 ของปี ซึ่งถือเป็นรายการใหญ่รวมแชมป์จากทั่วโลกมาประชันกันจะต่อยที่สิงคโปร์ อินดอร์ สเตเดี้ยม ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 24 พฤศจิกายน

โดยรายการนี้ไม่มีนักชกไทยขึ้นเวทีเพราะต้องเก็บตัวรักษาร่างกายไว้ต่อยรายการสุดท้ายของปี ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี วันที่ 9 ธันวาคม โดยขุนพลนักสู้มวยกรงของไทยจะขึ้นเวทีต่อหน้าแฟนชาวไทยครบครัน นำโดย “ตอง” “ชนนภัทร วิรัชชัย”, “ไทนี่ ดอลล์” “ริกะ อิชิเกะ” แฟนสาวของชนนภัทร, “รงค์” “เดชดำรงค์ ส. อำนวยศิริโชค”, “สะเก็ดดาว เพชรพญาไท”, “จัก” “ยอดสนั่น ศิษย์ยอดธง”, “เปี๊ยก” “พงษ์ศิริ” และ “กฤษดา คงศรีชาย”

สำหรับสนามล่าสุดนักสู้เลือดใหม่ของไทยอย่าง “เปี๊ยก” พงษ์ศิริ มิตรสาธิต นั้น เป็นใคร ก้าวมาต่อย “วัน แชมเปี้ยนชิพ” ได้อย่างไร ลองไปทำความรู้จักกับนักสู้ร่างเล็กสมชื่อกันเลย

 

“เปี๊ยก” “พงษ์ศิริ มิตรสาธิต” เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2539 เป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 21 ปี เคยเดินสายต่อยมวยไทยในจังหวัดเชียงใหม่มานานหลายปีในชื่อ “พันธุ์โหด ทีมเควสไทยแลนด์”

ด้วยความที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจนทำให้เปี๊ยกไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป

แต่ด้วยความที่เปี๊ยกเป็นเด็กรักดี ต้องการหาเงินช่วยเหลือพ่อกับแม่ ประจวบกับได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวงานกาชาดในจังหวัดและมีการจัดต่อยมวยอยู่ด้วย จึงเกิดไอเดียว่า เส้นทางมวยไทยนี่แหละจะเป็นช่องทางในการหาเงิน

ในขณะนั้นเปี๊ยกอายุเพียงแค่ 14 ปีจึงตัดสินใจมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมมวยไทย โดยเดินเข้าไปขอให้ทางค่ายมวยไทย” “ทีมเควสไทยแลนด์” ถ่ายทอดวิชามวยไทยให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังฝึกซ้อมได้ไม่นาน พงษ์ศิริ มิตรสาธิต หรือชื่อมวยไทย “พันธุ์โหด ทีมเควสไทยแลนด์” ได้ขึ้นเวทีต่อยไฟต์แรก และได้รับค่าตัว 200 บาท

หลังจากใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์อยู่หลายปี ขึ้นต่อยในเชียงใหม่มาถึง 60 ไฟต์ ค่าตัวของเปี๊ยกพุ่งขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 6,000 บาทต่อไฟต์

กระทั่งวันหนึ่งมีศิลปะการต่อสู้ MMA ได้ไปจัดประลองที่จังหวัดเชียงใหม่ และเปี๊ยกมีโอกาสไปนั่งดู และเห็นการฝึกซ้อมอีกหลายครั้งจึงได้เกิดความชอบ และตัดสินใจว่าหากมีโอกาสจะทดลองก้าวสู่การเป็นนักสู้ MMA ให้ได้

จนในที่สุด พงษ์ศิริก็ได้มาต่อสู้ MMA ในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ 6-7 ไฟต์

 

กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” เห็นแววของเด็กหนุ่มตัวเล็กใจใหญ่ชาวเขาจาก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จึงยื่นข้อเสนอเซ็นสัญญาเป็นนักชกในสังกัดวัน แชมเปี้ยนชิพ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

ไฟต์แรกของเปี๊ยก ในศึกวัน แชมเปี้ยนชิพ ที่สังเวียนอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เอาชนะนักสู้จากพม่าได้ และเปี๊ยกได้รับค่าตัว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไฟต์ต่อมา เปี๊ยกขึ้นสังเวียนที่กรุงเทพฯ เช่นเดิม เอาชนะนักสู้จากฟิลิปปินส์ พร้อมกับรับค่าตัว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“ผมยังไม่ได้ทิ้งมวยไทย แต่ผมเอาจุดเด่นของผมในมวยไทยคือการยืนต่อย ดักเตะวงนอกมาผสมผสานการต่อสู้ในเอ็มเอ็มเอ แต่ผมยังต้องเรียนรู้ศาสตร์ของเอ็มเอ็มเออีกเยอะมากเพราะผมยังทำได้ไม่ดีในจังหวะแก้เมื่อโดนคู่ต่อสู้เข้ามาล็อกโจมตีล่างเพื่อชวนให้เราลงไปต่อสู้แบบนอนกับพื้น สองไฟต์ที่ผ่านมากับสังเวียนวัน แชมเปี้ยนชิพ พลิกชีวิตผมให้ดีขึ้นมาก ผมเจียดเงินจำนวนหนึ่งออกรถกระบะให้คุณพ่อ และเก็บเงินไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อส่งตัวเองเรียน กศน. ซึ่งเวลานี้ผมกลับมาเรียนจบ ม.6 แล้ว” นักสู้ร่างเล็กเล่าให้ฟัง

พงษ์ศิริ มิตรสาธิต บอกต่อไปว่า ถ้าเทียบกันระหว่างศิลปะมวยไทย กับ MMA รู้สึกชื่นชอบ MMA มากกว่า และตั้งใจว่าจะเป็นนักสู้ MMA ไปจนกว่าสภาพร่างกายจะไม่ไหว หรือน่าจะประมาณอายุ 35-36 ปี ซึ่งเส้นทางการเป็นนักสู้นั้น อยากที่จะก้าวไปถึงการครองเข็มขัดแชมป์โลก ซึ่งเวลานี้ต่อยในรุ่นสตรอว์เวต ซึ่งมีนักสู้ชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของเข็มขัดอยู่ และหวังว่าหากเก็บชัยชนะได้อีก 2 ไฟต์ต่อเนื่องก็น่าจะมีโอกาสชิงแชมป์โลกในปีหน้า และต้องการที่จะป้องกันแชมป์โลกไว้ให้ได้นานที่สุด

“ตอนนี้ผมจบ ม.6 แล้ว ผมก็จะนำเงินที่ได้จากการเป็นนักสู้เอ็มเอ็มเอ ส่งตัวเองเรียนปริญญาตรีต่อ ผมต้องการเก็บเงินก้อนหนึ่งเพื่อสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ และพี่ๆ น้องๆ อยู่ด้วยกัน ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า จากที่ผมไม่มีอะไรเลย ผมจะมาไกลได้ขนาดนี้ ผมอยากจะเข้าเรียนคณะพลศึกษา เพราะผมเป็นคนกีฬา กีฬานั้นให้อะไรกับผมหลายๆ อย่าง ผมอยากเล่นกีฬาต่อไป”

พงษ์ศิริกล่าว

 

ณวันนี้ศึกมวย” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวแล้วในเมืองไทย ในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงระดับเอเชีย

“ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ซีอีโอใหญ่ของ “วัน แชมเปี้ยนชิพ” บอกว่า ปี 2017 จัดมาแล้วที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย, กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย, กรุงเทพฯ ไทย, มะนิลา ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ ซิตี้ สิงคโปร์, เมืองย่างกุ้ง พม่า, มาเก๊า, กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย, นครเซี่ยงไฮ้ จีน และจาการ์ตา อินโดนีเซีย เหลืออีก 3 สนาม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย แต่ละสนามมีผู้ชมให้การตอบรับเข้ามาชมกันแน่นขนัดทุกสนาม เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

โดยจากความสำเร็จในปีนี้จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าปีหน้า 2018 วัน แชมเปี้ยนชิพ จะเพิ่มโปรแกรมแข่งขันอีก 10 รายการในรอบปี รวมเป็น 24 รายการ เพื่อประกาศให้ชาวเอเชียรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของมวยกรงวัน แชมเปี้ยนชิพ โดยคาดหวังว่าปีหน้าทั้ง 24 รายการจะประสบความสำเร็จเหมือนปีนี้

คอยจับตาการเติบโตในวงการกีฬาต่อสู้ของ” “วัน แชมเปี้ยนชิพ” ให้ดีเถิดว่าจะก้าวไปดังเป็นพลุแตกได้หรือไม่

น่าติดตามยิ่งนัก…

บทความก่อนหน้านี้ไปทำความรู้จัก “ท่านผู้หญิงบุตรี” ข้าหลวงผู้ปิดทองหลังพระ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
บทความถัดไปปลดล็อกเร็วๆนี้! จัดเลือกตั้งท้องถิ่น ‘บิ๊กป้อม’ ตั้งเงื่อนไขห้ามโจมตีคสช.-สร้างขัดแย้ง เมินข่าวตัวถ่วงรบ.