เด็กเก็บบอล : 16 ล้านอลเวง? กับประเด็นวีเออาร์ไทยลีก!

กลายเป็นเรื่องราวความวุ่นวายใหญ่โตในวงการฟุตบอลอีกครั้ง กับปัญหาเรื่องของการใช้ “วิดีโอช่วยตัดสิน” (วีเออาร์) ในศึก” “โตโยต้า ไทยลีก 2020″”

ซึ่งปัญหานั้นมันย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นตรงที่การขาดงบประมาณในการจัดการแข่งขัน เนื่องจากการถอนสปอนเซอร์ของ” “ทรูวิชั่นส์”” ทำให้ “สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” และ “บริษัท ไทยลีก จำกัด” ขาดสภาพคล่องในการจะจัดการแข่งขันให้เดินหน้าต่อไปได้

เมื่องบประมาณมันขาด สิ่งที่ทำได้คือการตัดบางส่วนออกไป ที่ไม่จำเป็นมากนัก เพื่อจะให้การแข่งขันเดินหน้าได้ต่อ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเทคโนโลยีอย่างวีเออาร์ที่จะถูกตัดออกไป โดยวีเออาร์นั้น ค่าใช้จ่ายต่อนัดที่สมาคมเปิดเผยออกมาคือ 82,000 บาทต่อนัด

แต่ทว่าทางสมาคมก็ตัดสินใจผิดพลาดถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ ด้วยกันกับการใช้วีเออาร์แบบ “เลือกปฏิบัติ”

 

ข้อแรกเลย คือการประกาศออกมาว่า จะไม่มีการใช้วีเออาร์ แต่กลับบอกว่าสโมสรใดที่ต้องการใช้สามารถออกค่าใช้จ่ายเองได้ ซึ่งตามหลักแล้ว การจะใช้วีเออาร์ มันก็ควรจะมีทุกทีม ไม่ใช่ว่าทีมที่มีเงินจะได้เปรียบกว่าทีมที่ไม่มี ไม่เช่นนั้นการเจอกันของทีมเล็กๆ ที่ไม่มีงบประมาณก็จะไม่สามารถใช้งานระบบที่ทำให้เกมมันขาวสะอาดแบบนี้ได้ เป็นการบ่งบอกถึงความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นในลีก

ข้อต่อมานั้นคือการพลิกลิ้นไปมา จากการออกข่าวของทางสมาคมเอง จากข้างต้นที่บอกว่าสโมสรจะใช้งาน ให้ออกเงินเอง แต่สุดท้ายกลับปรับเปลี่ยนให้เป็นสมาคมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และจะเลือกเฉพาะเกมสำคัญ พร้อมกับไม่ให้สโมสรจ่ายเงินเองอีก

ซึ่งประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดดราม่าครั้งใหญ่ เป็นการแถลงข่าว 3 ประธานสโมสรได้แก่ “มาดามแป้ง” “นางนวลพรรณ ล่ำซำ” ประธานสโมสร “การท่าเรือ เอฟซี”, “นายขจร เจียรวนนท์” ประธานสโมสร “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด” และ “นายวิลักษณ์ โหลทอง” ประธานสโมสร “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่สโมสรไม่สามารถเลือกจ่ายเงินวีเออาร์ด้วยตัวเองได้

แล้วพอก่อนการแถลงข่าวจะเริ่มต้นไม่กี่ชั่วโมง สมาคมก็พลิกลิ้นอีกครั้ง ด้วยการใช้มาตรการเลือกเฉพาะเกมสำคัญเอง แต่ก็ยอมให้สโมสรออกค่าใช้จ่ายเองได้เช่นกัน

มันคือสิ่งที่ทำให้สมาคมขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องนี้ เพราะว่าทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามกระแสที่เจอ จนหาความเอาแน่เอานอนไม่ได้

เพียงแต่ประเด็นดราม่ามันยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น

 

เพราะว่าในงานแถลงข่าวดังกล่าว มาดามแป้งประกาศออกไมค์ว่า เงินสนับสนุนสำหรับฟุตบอลหญิงประจำปี พ.ศ.2563 ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีการจ่ายให้กับทางสมาคม เนื่องจากว่าไม่มีการแข่งขันในปีนี้ เป็นจำนวน 16 ล้านบาท จะนำมาสนับสนุนให้สมาคมนำไปใช้เพื่อให้มีวีเออาร์ในทุกนัด

ตอนนี้ฟุตบอลไทยลีกเหลือแข่งขันอยู่ 208 นัด ซึ่งถ้าคำนวณตามค่าใช้จ่ายที่สมาคมแจ้งมานั้น ก็เท่ากับว่าจะใช้เงินราวๆ 17 ล้านบาทเศษ และถ้าหากได้มาแล้ว 16 ล้าน ก็เท่ากับว่าต้องไปหาเพิ่มแค่ล้านบาทเศษๆ เท่านั้น

ซึ่งมาดามแป้งเองเป็นคนที่พูดจริงทำจริง วันรุ่งขึ้นก็ได้มอบหมายให้ตัวแทนเป็นผู้นำเงิน 16 ล้านบาทไปมอบให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ทันที

เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่ก็มีประเด็นต่ออีกว่า ทางฝั่ง “บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)” ลงหนังสือชัดเจนว่า เงินจำนวนนี้จะให้สมาคมนำไปใช้เพื่อนำระบบวีเออาร์มาใช้ในการแข่งขันไทยลีก 2020 แต่ทว่าทางฝั่งของสมาคมก็ออกมาแจ้งว่าเงินจำนวนนี้ เป็นเงินเพื่อสนับสนุนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย

สาเหตุที่สมาคมจำเป็นจะต้องออกมาแจ้งแบบนี้ เนื่องจากว่ามีคำเตือนจากทางฝั่ง “สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ” (ฟีฟ่า) และ “คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ” (ไอแฟบ) ที่แสดงความกังวลว่า ด้วยความที่ระบบวีเออาร์นั้นเป็นระบบที่เกี่ยวกับการตัดสิน มีผู้ตัดสินและทรัพยากรบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยให้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแข่งขันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตรงนี้ เพื่อให้การตัดสินออกมาด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม

ดังนั้น จึงจะขอรับ 16 ล้านบาทนี้ไว้ แต่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็ยืนยันว่าจะไปหาเงินมาเพื่อให้ทุกทีมได้มีวีเออาร์ใช้

 

ในจุดนี้เข้าใจจุดประสงค์ของทางสมาคมดี เพราะว่าถ้าหากบอกว่าเงินที่นำไปใช้วีเออาร์มาจากเงินบริจาคของเมืองไทยประกันภัย ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าซีอีโอของเมืองไทยประกันภัยก็คือมาดามแป้ง ซึ่งเป็นประธานสโมสรการท่าเรือ ถึงแม้ว่าวีเออาร์จะเป็นเทคโนโลยี แต่มันก็ใช้งานด้วยคนเป็นส่วนประกอบ และนิสัยแบบคนไทยที่มีจิตใจดีงาม ความเกรงอกเกรงใจต่างๆ อาจจะก่อให้เกิดจิตใจที่ไม่เป็นกลางได้ในยามตัดสิน

และถ้าหากมีการตัดสินที่ออกมาเป็นผลดีกับทางการท่าเรือบ่อยๆ มันก็อาจจะกลายเป็นคำครหาที่ว่าการท่าเรือเป็นคนซื้อวีเออาร์มา ดังนั้น ก็ต้องได้ประโยชน์มากกว่าทีมอื่น ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน

ดังนั้น ไม่ว่า 16 ล้านบาทนี้จะถูกนำไปเล่นแร่แปรธาตุเป็นอะไรก็ตาม สุดท้ายก็คือฟุตบอลไทยลีก 2020 จะมีวีเออาร์ให้ได้ใช้งานอย่างแน่นอน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ทั้งหมดแล้ว

ก็หวังว่าทุกฝ่ายจะสบายใจและเข้าใจกันได้ เพื่อให้วงการฟุตบอลไทยเดินหน้ากันต่อไป

 


กว่า 12 ปี ของการจัดงาน Healthcare เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ส่งต่อความรู้และให้บริการสุขภาพแก่คนไทยในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน ดูแล และรักษา โดยเฉพาะการบริการตรวจสุขภาพฟรีจากสถานพยาบาลชั้นนำ เวิร์กชอป ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ รวมถึงการยกระดับเวทีเสวนาให้เป็น “Health Forum” เปิดเวทีให้แพทย์ และ Speaker ระดับประเทศ มาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการป้องกัน การรักษา และนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องราวสุขภาพในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมาให้อัปเดตตลอด 4 วันของการจัดงาน เดินทางสะดวกโดยทางด่วนและ MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2
ลงทะเบียนเข้างานฟรี มีต้นไม้แจกด้วยนะ (จำนวนจำกัด)

บทความก่อนหน้านี้ทรัมป์ ยกย่อง อาเบะ นายกฯญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์
บทความถัดไปต่างประเทศ : เปิดรายละเอียด เหตุสังหารหมู่ 2 มัสยิด “ไครสต์เชิร์ช”