จริงตนาการ : “ไอบ้า” ผู้ป่วยขั้น “โคม่า” องค์กรมวยสากลที่เหมือนตายไปแล้ว

“สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (ไอบ้า)” มีปัญหาความไม่โปร่งใสมาตลอดในทศวรรษนี้ ทั้งเรื่องการตัดสินที่น่ากังขา สถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ การคอร์รัปชั่นที่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

ใน 9 เดือนหลังจากมีการเปลี่ยนประธานสหพันธ์ไปแล้ว 2 คน และกำลังจะมีการเลือกตั้งคนใหม่ขึ้นมาอีกในเร็วๆ นี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นของไอบ้าทำให้ “คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี)” ไม่ไว้วางใจให้องค์กรหลักของมวยสากลสมัครเล่นโลกจัดการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากกลัวปัญหาซ้ำซากจะเกิดขึ้นเหมือนในโอลิมปืกเกมส์หลายสมัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรีโอ 2016 ที่ประเทศบราซิล

ไอบ้าหลุดจากการรับรองของไอโอซีเรียบร้อยแล้ว และจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แก้ไขสิ้นซากแล้วเท่านั้น สิ่งแรกที่ไอบ้าต้องทำคือ หาหัวเรือคนใหม่ให้ได้ก่อน

 

ก่อนหน้านี้ “กาฟูร์ ราคิมอฟ” นักธุรกิจชาวอุซเบกิสถานที่มีคดีความหลายเรื่องทั้งในประเทศและในสหรัฐอเมริกา ได้รับการเลือกตั้งให้นั่งประธานไอบ้า แต่ไอโอซีไม่มั่นใจในคุณสมบัติและภูมิหลังของราคิมอฟ จนมีการกดดันให้ลาออก เพื่อสร้างความสง่างามให้กับไอบ้า และเพื่อให้ไอบ้าได้สิทธิในการจัดการแข่งขันมวยในโอลิมปิก

ราคิมอฟยอมลงจากตำแหน่ง และไอบ้ามีการเลือก “โมฮาเหม็ด มุสตาห์ซาเน” รองประธานไอบ้าชาวโมร็อกโก ให้มาดำรงตำแหน่งหัวเรือใหญ่ขัดตาทัพ อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มุสตาห์ซาเนประกาศทิ้งเก้าอี้ไปอีกคน โดยให้เหตุผลเรื่องครอบครัว

การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเลือกประธานไอบ้าที่ดำรงตำแหน่งถาวรนั้น ไอโอซีได้มีเดดไลน์ให้ไอบ้าดำเนินการก่อนวันที่ 29 มีนาคมปีหน้า แต่เมื่อตอนนี้ไม่มีแม้แต่ประธานชั่วคราว การเดินหน้ารื้อขยะใต้พรมและทำความสะอาดองค์กรก็ยังไม่ได้เริ่มเสียที

ตามข้อบังคับของไอบ้า ประธานขัดตาทัพจะต้องได้รับเลือกมาจากรองประธาน 1 ใน 4 คนเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มี “ออสวัลโด้ บิสบาล” จากอาร์เจนตินา, “อานัส อัล โอไตบา” จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, “ฟรังโก้ ฟัลซิเนลลี่” จากอิตาลี และ “เอ็ดการ์ แทนเนอร์” จากออสเตรเลีย

ว่ากันว่าทั้ง 4 คนนี้ไม่มีความเหมาะสมในการขึ้นมาทำหน้าที่ประธานไอบ้าชั่วคราวนัก

 

บิสบาลเป็นประธานฝ่ายผู้ตัดสินในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ซึ่งไอบ้ามีปัญหาในเรื่องนี้อย่างมาก และถูกประณามไปทั่วโลก ฟัลซิเนลลี่ก็เปลี่ยนข้างไปมาตลอด ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นใครที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง เขาก็จะอยู่กับฝ่ายนั้น ทำให้ถูกมองว่าขาดความซื่อสัตย์

อัล โอไตบา ก็เพิ่งมารับตำแหน่งรองประธานเมื่อปลายปีที่แล้ว เร็วเกินไปที่จะก้าวกระโดดมาทำหน้าที่ประมุขขององค์กร

ส่วนแทนเนอร์ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านตัวเองเตือนว่าอย่ารับตำแหน่งเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการเลือกตั้งประธานชั่วคราวน่าจะมีขึ้นในช่วงที่มีการประชุมใหญ่ของไอบ้า ที่นครโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 15 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

แต่เมื่อสหพันธ์ยังคงเป็นสุญญากาศแบบนี้ อาจจะทำให้ไม่สามารถหางบประมาณมาจัดการประชุมได้ จึงไม่แน่ว่าการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ด้วยซ้ำ

 

ถึงแม้ว่ารองประธานทั้ง 4 คนอาจจะไม่เหมาะสมนักกับการขึ้นมาดูแลองค์กร แต่ไม่น่าจะมีการเลือกคนนอกจาก 4 คนนี้มาเป็นประธานไอบ้าถาวรคนใหม่ในช่วงปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากไอโอซีไม่ต้องการให้มีการเลือกคนที่ไม่เหมาะสมมานั่งเป็นประธานไอบ้าซ้ำรอบกับที่ราคิมอฟเคยถูกเลือกอีกแล้ว

ดังนั้น น่าจะมีการตั้งประธานชั่วคราวในเร็วๆ นี้ เพื่อมาแก้ปัญหาเบื้องต้นไปก่อน

หลังจากจบโอลิมปิกเกมส์ 2020 ก็จะมีการเลือกตั้งประธานถาวรอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าไอโอซีจะยอมปรับเงื่อนเวลาที่ว่าต้องมีประธานถาวรคนใหม่ก่อน 29 มีนาคม ปีหน้าหรือไม่

ความเน่าเฟะของไอบ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ชาติสมาชิกออกมาแฉเรื่องราวต่างๆ ให้โลกได้รับรู้ โดยเฉพาะการที่ “ทอม เวอร์เก็ตส์” หนึ่งในคณะกรรมการบริหารไอบ้าออกมายอมรับว่า ไอบ้าเป็นหนี้ และมีเงินคงคลังเหลืออยู่เพียง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการกระตุ้นให้ไอโอซีถอดไอบ้าออกจากการเป็นองค์กรจัดการแข่งขันมวยโอลิมปิกนั่นเอง

ส่วนตัวแทนของแองโกลาและไอวอรีโคสต์ก็ออกมาตำหนิว่า หลังจากที่ถูกไอโอซีแบนมา 2 เดือน บอร์ดไอบ้าก็ยังไม่มีการชี้แจงเลยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้องค์กรกู้ชื่อกลับมาเป็นประมุขของมวยสากลสมัครเล่นโลกได้อีกครั้ง

สถานการณ์ของไอบ้าตอนนี้ย่ำแย่จนน่าตกใจ เหมือนโดนเชื้อร้ายกัดกินจนแทบจะไม่เหลือสภาพที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้แล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับไอโอซีที่เปรียบเป็นหมอว่าจะรักษาด้วยวิธีการไหน อย่างไรก็เท่านั้น

บทความก่อนหน้านี้สถ. MOU Google Station – CAT WiFi กับ กสท. โทรคมนาคม หวังให้ประชาชนได้รับโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต
บทความถัดไปบิ๊กตู่ขออย่าใช้คำว่า ‘แจก’ นโยบายแจกเงินเที่ยว1พัน เขาเรียก ‘มาตรการทางการคลัง’