เงาปีศาจ : ไอเดีย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จากเจ้าพ่อธุรกิจฝั่งอันดามัน สู่แม่ทัพใหม่ “กีฬา-ท่องเที่ยว”

สรุปว่าเก้าอี้” “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา”” ในรัฐบาล” “บิ๊กตู่ 2/1“” ตกเป็นโควต้าของ” “พรรคภูมิใจไทย“” ที่ส่ง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” สามีของ “นาที รัชกิจประการ” มาดำรงตำแหน่ง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ” หรือ” “โกเกี๊ยะ“” เข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวที่ค่ายราชดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา

บทบาทของนักธุรกิจระดับ” “ขาใหญ่“” เจ้าของปั๊มน้ำมัน PT ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นพ่อคือ” “โกเล็ก“” ต้องเปลี่ยนมาแบกรับความกดดันกับภารกิจใหม่สุดท้าทาย 2 ภาคส่วน

อย่างแรก งานท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัก เป็นเส้นเลือดหลักของประเทศ

อย่างที่สอง งานด้านกีฬา ซึ่งถือเป็นเรื่องของชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรีในฐานะตัวแทนของประเทศ

เดิมทีเก้าอี้” “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา“” ในสมัยรัฐบาล” “บิ๊กตู่ 2/1“” เมื่อพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ได้วางตัวให้” “เจ๊เปี๊ยะ“” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะให้กับ ส.ส.ภูมิใจไทย โค่นเจ้าของพื้นที่เดิมพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ มาดำรงตำแหน่ง

แต่… นาที รัชกิจประการ เจออุบัติเหตุทางการเมืองขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เล่นงาน จึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวให้สามีคือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ มารับหน้าที่แทน

 

โกเกี๊ยะ“” เป็นชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา เคยทำงานการเมืองในพรรคราษฎร แต่แง่มุมที่โดดเด่นสร้างชื่อให้กับเขามากที่สุดคือ แง่มุมของนักธุรกิจ เจ้าของอาณาจักรปั๊มน้ำมัน PT และทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือรายใหญ่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมถึงเจ้าของธุรกิจรังนกในฝั่งอันดามัน

“”โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ“” ร่วมกันสร้างอาณาจักรยึดหัวหาดค้าน้ำมันรายใหญ่ภาคใต้ มีรายได้ต่อปีนับแสนล้านบาท อีกทั้ง “นาที รัชกิจประการ” ยังเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง และอดีตประธานสภาพัฒนาสตรีจังหวัดพัทลุง มีฐานเสียงในภาคใต้ที่เข้มแข็ง

30 ปีที่แล้ว กลุ่มเรือประมงในเขตน่านน้ำอันดามัน ต้องรู้จักชื่อเสียงของ” “โกเล็ก“” และ “บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด” โดยโกเล็กมีลูกชาย 3 คนที่สืบทอดดูแลธุรกิจน้ำมัน คือ “โกเกี๊ยะ” “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” , “โกโต” “พิบูลย์ รัชกิจประการ” และ “โกนั้ง” “พิทักษ์ รัชกิจประการ”

ปัจจุบัน บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และเปลี่ยนชื่อเป็น “บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)” ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน PT โดยมี “โกนั้ง” พิทักษ์ เป็นผู้บริหารค่ายพีทีจี ส่วน “โกเกี๊ยะ” กับ “เจ๊เปี๊ยะ” เป็นผู้ที่สร้างแบรนด์ปั๊ม PT

นอกจากนี้ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ และ “โกโต” พิบูลย์ ยังดูแลธุรกิจอื่นๆ ในเครือ “รัชกิจโฮลดิ้ง” และเล่นการเมืองเต็มตัว สมัยก่อน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ถูกเพื่อนที่โรงเรียนแสงทอง (หาดใหญ่) รุ่น 14 เรียกว่า “ซุ่นเกี๊ยะ”

 

วันแรกที่” “โกเกี๊ยะ”” เข้ามาทำงานที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดใจแบบหมดเปลือกว่า ยอมรับว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬานั้น เป็นการมาแทนภรรยาคือ นาที รัชกิจประการ

สิ่งที่อยากจะทำเป็นอย่างแรกคือ การพูดว่าการท่องเที่ยวของเมืองไทย ถือเป็นรายได้หลักของประเทศ เพราะฉะนั้น การที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้จะต้องทำให้ประเทศเรามีเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้น และนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

วาระเร่งด่วนปัจจุบันนี้เราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยไม่ค่อยมีความมั่นใจในความปลอดภัย เพราะฉะนั้น เราจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวบ้านเรา

นายพิพัฒน์บอกว่า สำหรับเรื่องนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยนั้น คงจะต้องรอฟังนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนนตรี ก่อน

โดยส่วนตัวคิดว่าบ้านเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเราก็จะพยายามไปชักชวนประเทศที่มีเศรษฐกิจดีมาเที่ยวบ้านเรา โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวเราจะเน้นไปหลายๆ กลุ่ม ไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในฐานะที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้ก็อยากที่จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด แต่ก็คงจะต้องรับฟังนโยบายจากทางนายกรัฐมนตรีก่อนด้วย

“ผมจะลงไปสัมผัสกับผู้ประกอบการในทุกจังหวัด แต่ตอนนี้การพัฒนาการท่องเที่ยวคงจะต้องพัฒนาไปให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งปัจจุบันเราอยากจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งรายได้ตรงนั้นจะถึงชุมชนโดยตรงเลย ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วต้องไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ยาก ทุกอย่างเราต้องฟันฝ่าให้ได้ เมื่อได้รับมอบหน้าที่ตรงนี้มาแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด และก็จะดูรัฐมนตรีที่ผ่านมาเป็นแบบอย่าง อะไรที่ดี ผมก็จะคงไว้ อะไรที่ไม่ดี ผมก็จะทำให้ดีขึ้น”

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าว

 

พิพัฒน์บอกต่อไปอีกว่า ด้านการกีฬาจะพัฒนากีฬาตั้งแต่ในระดับเยาวชนให้ก้าวขึ้นมาจนสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ

ซึ่งในเบื้องต้นช่วงปลายปีนี้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยจะมีโปรแกรมเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคมนี้ ตัวเองจะลงไปดูว่า จะยกระดับฐานะนักกีฬาไทยให้ก้าวไปเป็นเจ้าเหรียญทองได้อย่างไร ในชนิดกีฬาสากลที่โอลิมปิกให้การรับรอง เพราะถ้ารวมชนิดกีฬาพื้นบ้านด้วย เราคงจะสู้เจ้าภาพไม่ได้ แต่ชนิดกีฬาสากลจะพยายามทำผลงานให้ได้เป็นอันดับที่ 1 ของอาเซียนเหมือนเดิม

สำหรับแนวทางกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว นายพิพัฒน์บอกว่า พยายามที่จะจัดทัวร์นาเมนต์กีฬาระดับโลกเข้ามาจัดในเมืองไทยให้มากขึ้น

อย่างเช่นในปัจจุบันที่เรามีอยู่แล้วคือ รถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยบอกว่าอยากมีการ “วิ่งเทรลระดับโลก”

อีกอย่างคือ “อี-สปอร์ต” ซึ่งส่วนตัวคิดว่าบ้านเรามีคนอยากมาท่องเที่ยวเยอะอยู่แล้ว แต่น่าจะดึงทัวร์นาเมนต์กีฬาใหญ่ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างรายได้อีกส่วนให้กับประเทศ

เพราะผู้ติดตามมาชมการแข่งขันจะถือโอกาสมาเที่ยวเมืองไทยด้วย

 

ทางด้าน “ก้องศักด ยอดมณี” ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับ รมว.กีฬา “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เล่าว่า รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ ได้สั่งการให้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬานำไปสู่ภูมิภาค และการกระจายองค์ความรู้วิทยาการด้านกีฬาต่างๆ ลงไปสู่ภูมิภาคให้ได้มากที่สุด ซึ่งทาง กกท.รับนโยบายพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เราวางแผนที่จะกระจายศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาลงไปสู่ระดับภูมิภาค 5 ภาค และมีศูนย์ย่อยๆ ในหลายจังหวัดที่เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งคิดว่า รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาต้องการที่จะเน้นการสร้างศักยภาพสร้างนักกีฬาในระดับภูมิภาคให้ขึ้นมามากยิ่งขึ้น รวมทั้งเน้นเรื่องการสร้างอุตสาหกรรมกีฬา เพราะตามแนวนโยบายมีการพูดถึงการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ

“รมว.การท่องเที่ยวและกีฬายังต้องการให้มีการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมกีฬา ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยจะเป็นเรื่องการจัดกีฬารายการใหญ่ต่างๆ และต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ เช่น โมโตจีพี ดังนั้น ในอนาคตจะมีมหกรรมกีฬาใหญ่ๆ เข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น เพื่อที่จะกระตุ้นกระแสความตื่นตัว และกระตุ้นด้านอุตสาหกรรมกีฬาให้มากขึ้น”

ผู้ว่าการ กกท.กล่าว

 

นี่เป็นเพียงปฐมบทเริ่มต้นสำหรับภารกิจใหญ่ของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาป้ายแดงในยุคสมัยรัฐบาล “บิ๊กตู่ 2/1”

กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “โกเกี๊ยะ” จากชายฝั่งอันดามัน จะ “ประสบความสำเร็จ VS ล้มเหลว” ในวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมืองไทย

โปรดติดตามกันต่อไป…

บทความก่อนหน้านี้‘เพื่อไทย’ เดินหน้าแก้รธน. ให้ ส.ส.เสนอร่างแก้ทั้งฉบับเข้าสภา คู่รณรงค์ผ่านโซเชียล
บทความถัดไปกรมเจรจาฯ เตรียมหารือฟื้นเอฟทีเอ “อียู-ไทย” หลังหยุดนิ่งนานถึง 6 ปี