การผจญภัยครั้งใหม่ 3 แข้งไทย บทพิสูจน์ครั้งใหญ่ในเวทีเจลีก

ในศึกฟุตบอลเจลีก ประเทศญี่ปุ่น ฤดูกาล 2019 จะมีนักเตะไทยบุกค้าแข้งพร้อมกันถึง 3 คนอีกครั้ง ประกอบด้วย “เจ” “ชนาธิป สรงกระสินธ์”, “อุ้ม” “ธีราทร บุญมาทัน” และแข้งป้ายแดงรายล่าสุด “นิว” “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์”

คนแรก “เจ” “ชนาธิป สรงกระสินธ์” ดาวเตะจอมพลิ้ว “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ค้าแข้งกับ “คอนซาโดเล่ ซัปโปโร” ต่อเนื่องเป็นฤดูกาลที่ 3 หลังจาก 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ “เมสซี่เจ” พิสูจน์ฝีเท้าจนเป็นที่ยอมรับในแดนปลาดิบ

ชนาธิปโชว์ฝีเท้ากระหึ่มจนพาทัพ “นกเค้าแมวแห่งแดนเหนือ” สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการจบอันดับ 4 เป็นครั้งแรกในศึกเจลีก นอกจากนั้น เมสซี่เจยังติดทัพ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเจลีก 2018 ด้วย

สำหรับในฤดูกาล 2019 นี้จะถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของชนาธิปที่จะต้องพาทัพซัปโปโรก้าวไปสร้างผลงานให้ดีกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภารกิจหนักสำหรับเขา เพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงทีมพอสมควร

“สำหรับเป้าหมายของตัวผมกับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในปีหน้า ผมอยากจะพาทีมคว้าโควต้าไปเล่นในถ้วยเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้ เพราะว่าปีที่ผ่านมาก็รู้สึกเสียดายมากที่พลาดโอกาสไปนิดเดียวเท่านั้น” ชนาธิปกล่าว

ส่วนการที่คอนซาโดเล่เสีย 2 นักเตะแกนหลักอย่าง “เคน โทกูระ” และ “โคจิ มิโยชิ” นั้น ชนาธิปยอมรับว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อทีมมากพอสมควร เพราะเป็น 2 นักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพ และมีความเก่งมากทีเดียว

นอกจากนี้ การที่ศึกเจลีก 2019 จะมีนักเตะไทยไปค้าแข้งด้วยอีก 2 คน ชนาธิปยืนยันว่าจะส่งผลดีอย่างมาก เพราะหากนักเตะไทยออกไปเล่นต่างประเทศมากขึ้นจะช่วยให้พัฒนาฝีเท้า และช่วยส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลไทย

 


ขณะที่ “อุ้ม” “ธีราทร บุญมาทัน” แบ๊กซ้ายทัพช้างศึกฝากผลงานในเวทีเจลีกปีที่ผ่านมาไว้กับ “วิสเซล โกเบ” แม้ว่าอาจไม่โดดเด่นมากเท่าไรนัก แต่ก็ถือว่าโชว์ฝีเท้าได้ตามมาตรฐาน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท

ธีราทรลงสนามให้โกเบในฤดูกาลที่ผ่านมารวม 28 นัด พร้อมกับพาทัพจบอันดับ 10 อีกทั้งยังได้เล่นเคียงข้างกับนักเตะระดับโลกอย่าง “ลูคัส โพดอลสกี้” และ “อันเดรียส อิเนียสต้า” ช่วยทำให้เขาได้พัฒนาฝีเท้าขึ้นอย่างต่อเนื่องกับแข้งระดับเวิลด์คลาสดีกรีอดีตแชมป์โลก

สำหรับในปี 2019 นี้ “โก๋อุ้ม” จะย้ายไปเล่นให้กับอีกหนึ่งสโมสรดังในศึกเจลีกกับ “โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส” ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีอีกครั้ง ซึ่งพร้อมทุ่มค่าเหนื่อยให้ธีราทรมากขึ้นกว่าเดิม และจะมีค่าตัวสูงขึ้นกว่าเดิมตอนที่ยืมตัวไปเล่นกับโกเบด้วย

ธีราทรเปิดใจว่า รู้สึกดีใจมากที่จะได้มีโอกาสกลับไปเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้ดีลครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่า ฤดูกาลที่ผ่านมาในการได้ร่วมเล่นกับวิสเซิล โกเบ ถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้มีโอกาสพัฒนาฝีเท้าของตัวเองเป็นอย่างมาก

“เป้าหมายกับโยโกฮาม่าในปีนี้ ผมจะมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มที่ และจะขอพิสูจน์ตัวเองทั้งในนามตัวแทนสโมสรและผู้เล่นทีมชาติไทย รวมทั้งอยากเป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมโยโกฮาม่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานประสบความสำเร็จ ผมจะทำหน้าที่สุดความสามารถในการผจญภัยครั้งใหม่ และเป็นความท้าทายสำคัญในอาชีพนักฟุตบอลของผม”

เจ้าอุ้มกล่าว

ด้าน “นิว” “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” มิดฟิลด์ไดนาโมทีมชาติไทยโชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมได้ต่อเนื่องกับต้นสังกัด “บีจี ปทุม ยูไนเต็ด” และทีมชาติไทย จนทำให้ฝีเท้าไปเตะตา “โออิตะ ทรินิตะ” ทีมน้องใหม่ศึกเจลีก 2019 คว้าตัวไปเสริมทัพด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีเช่นกัน

สำหรับ “โออิตะ ทรินิตะ” เป็นทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของญี่ปุ่นในรอบ 6 ปี หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมาทำผลงานจบอันดับตำแหน่งรองแชมป์เจทู 2018 ทำให้โออิตะเร่งเสริมทัพต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในศึกเจลีก 2019 และกระชากตัวฐิติพันธ์เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง

ฐิติพันธ์ยืนยันว่า การเดินทางไปค้าแข้งในต่างประเทศเป็นความฝันของชีวิต และครั้งนี้ได้รับโอกาสก็จะต้องทำให้ดีที่สุด ทั้งในการลงสนามแข่งขัน การฝึกซ้อม และเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมทีม สต๊าฟโค้ช รวมทั้งอยากเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อนำกลับมาช่วยสโมสรและทีมชาติในอนาคต

“การปรับตัวในญี่ปุ่นก็ได้พูดคุยกับพี่มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา), พี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) และเจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) บ้างว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การฝึกซ้อม และเรื่องระเบียบวินัยที่เข้มมากกว่าสโมสรไทย ซึ่งหวังว่าจะนำเทคนิคต่างๆ มาปรับปรุงใช้กับตัวเองทั้งกับสโมสรบีจีและทีมชาติไทยให้ได้มากที่สุด”

ฐิติพันธ์กล่าว

สําหรับเป้าหมายของชนาธิปกับคอนซาโดเล่ แน่นอนว่าจะต้องทำให้ดีกว่าเดิมด้วยการจบอันดับท็อป 3 เพื่อคว้าโควต้าลุยศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากผิดหวังไปนิดเดียวเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งชนาธิปถือเป็นความหวังสำคัญของคอนซาโดเล่ในปีนี้อีกด้วย

จึงนับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ และเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่สำหรับชนาธิปกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม…

ขณะที่เป้าหมายของธีราทรกับโยโกฮาม่า คือการพิสูจน์ฝีเท้าของดาวเตะแบ๊กซ้ายเบอร์หนึ่งทีมชาติไทยรายนี้อีกครั้งว่าเขายังฝีเท้าดีพอกับการค้าแข้งในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น

โอกาสสำคัญครั้งใหญ่นี้เชื่อมั่นว่า ธีราทรพร้อมที่จะทุ่มเทเต็มที่เกินร้อยอย่างแน่นอน

ด้านเป้าหมายของฐิติพันธ์กับโออิตะ ถือเป็นความกดดันครั้งใหญ่ เพราะโออิตะเป็นทีมน้องใหม่เจลีก ซึ่งก็ตั้งเป้าที่จะอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไปในปีหน้า รวมทั้งฐิติพันธ์เองก็จะต้องแบกรับความกดดันทั้งการเป็นนักเตะใหม่ที่จะต้องมีการปรับตัว และพาทีมทำตามเป้าหมายหนีอีกด้วย

ถือเป็นการทวีคูณความกดดันสำหรับฐิติพันธ์ แต่เชื่อว่าเขาจะผ่านไปได้ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มเปี่ยม

อย่างไรก็ตาม ศึกเจลีก 2019 ที่กำลังจะมาถึง ถือว่ามีความน่าติดตามอย่างมากสำหรับแฟนลูกหนังชาวไทยที่จะได้เห็น 3 แข้งไทยได้มีโอกาสวาดลวดลายในลีกลูกหนังแดนปลาดิบ ซึ่งแต่ละคนก็ต่างมีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป และจะถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของแต่ละคนกับทั้ง 3 สโมสร

…นับเป็นมิติใหม่ของวงการฟุตบอลไทยที่ได้มีนักเตะไทยไปค้าแข้งในเวทีเจลีกต่อเนื่องถึง 3 คนเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะมีนักเตะไทยก้าวตามรอยเหล่านักเตะรุ่นพี่เหล่านี้ เพื่อก้าวตามฝันในการไปค้าแข้งในลีกต่างประเทศ และนำประสบการณ์ที่ได้ทั้งหมดกลับมาพัฒนาวงการฟุตบอลไทยในอนาคตต่อไป

แม้ว่าการที่ทีมชาติไทยจะได้ไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกจะเป็นเพียงความฝั่นในตอนนี้เท่านั้น แต่จากการที่นักเตะไทยได้ก้าวไปพัฒนาฝีเท้าในลีกต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่องจะถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้นักเตะไทยได้ยกระดับฝีเท้า

เพื่อกลับมาช่วยให้ทีมชาติไทยทำตามเป้าหมายสูงสุดในการไปฟุตบอลโลกที่เป็นเพียงความฝันมาอย่างยาวนานแล้ว…

บทความก่อนหน้านี้นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การเมืองอัตลักษณ์หลังสงครามเย็น
บทความถัดไปSupernatural Delight นิทรรศการศิลปะแห่งแสง ที่สำรวจพื้นที่แห่งความทรงจำ ที่ตกค้างในกาลเวลา