บาดแผลที่หายช้าของทัพ “อินทรีเหล็ก”

“อินทรีเหล็ก” “เยอรมนี” มหาอำนาจฟุตบอลทีมหนึ่งของโลก ยังคงเป็นทีมที่เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาไม่ได้ หลังจากตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2018 ทิ้งความยิ่งใหญ่ในฐานะแชมป์โลก 4 สมัยแบบหมดสภาพ

ถึงแม้ว่า “โยอาคิม เลิฟ” กุนซือคนเก่ายังได้รับโอกาสให้ทำทีมต่อ และยืนยันว่าทีมของเขาจะกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน แต่จนถึงตอนนี้เลิฟก็ยังไม่สามารถทำให้เห็นว่าอินทรีจะกลับมาน่ากลัวอีกเมื่อไร

ล่าสุด เยอรมนีเพิ่งตกชั้นฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก 2018-2019 ด้วยผลงานเสมอ 2 นัด แพ้ 2 นัด จากการเจอกับ “เนเธอร์แลนด์” และ “ฝรั่งเศส”

ซึ่งถ้าดูจากชื่อชั้นของทีมแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคู่แข่งก็ไม่ใช่ทีมธรรมดา สามารถแพ้-ชนะกันได้ทุกทีม

แต่อินทรีเหล็กชนะใครไม่ได้เลยจาก 4 นัด ต้องยอมรับว่าความพังพินาศจากฟุตบอลโลกยังไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกทางนัก

สถิติของเยอรมนีใน 5 ปีหลัง ปี 2018 ถือเป็นปีที่เจอกับความพ่ายแพ้มากที่สุด รวม 6 นัด เมื่อนับความพ่ายแพ้ในปี 2005-2017 รวมกัน เท่ากับแพ้ในปีนี้เพียงปีเดียวเท่านั้น ปี 2014 ชนะ 11 เสมอ 4 แพ้ 2 / ปี 2015 ชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 3 / ปี 2016 ชนะ 10 เสมอ 3 แพ้ 3 / ปี 2017 ชนะ 11 เสมอ 4 ไม่แพ้ใครเลย

ปี 2018 เยอรมนียิงได้ 16 ประตู เสียไป 19 ประตู เป็นการเสียประตูที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี และยิงประตูได้น้อยที่สุดด้วยเช่นกัน

“ฮานส์ ปีเตอร์ บรีเกล” อดีตนักเตะทีมอินทรีเหล็กออกมาบอกว่า สาเหตุที่ทีมชาติของเขายับเยินขนาดนี้ เป็นผลมาจากปรัชญาการทำทีมของ “เป๊ป กวาร์ดิโอล่า” ในช่วงที่เข้ามาคุมทีมบาเยิร์น มิวนิก ระหว่างปี 2013-2016 เพราะแนวทางการให้ลูกทีมครองบอลได้มากกว่าคู่แข่งแล้วจะทำให้ทีมชนะได้นั้น อาจจะไม่ถูกเสมอไป ฝรั่งเศสก็ไม่ได้ครองบอลมากขนาดนั้น แต่ก็เป็นแชมป์โลก ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นแชมป์ได้คือ การสร้างความสมดุลในทุกๆ เรื่องให้ได้

ไม่ใช่แค่เรื่องของผลงานในฟุตบอลโลกที่ส่งผลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ เหตุการณ์ฉาวของ “เมซุต โอซิล” อดีตเพลย์เมกเกอร์ของทีมที่ประกาศอำลาทีมชาติไปแล้ว ก็ทำเอาวงการฟุตบอลเมืองเบียร์เสียหายไม่น้อย

เมื่อโอซิลออกมาบอกว่า เขากลายเป็นแพะรับบาปในความล้มเหลวของทีมชาติ และถูกเหยียดเชื้อชาติ เพราะมีภาพถ่ายกับ “เรเจพ แอร์โดอาน” ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งโอซิลเป็นชาวเยอรมันที่มีเชื้อสายตุรกี เมื่อแข้งดังไม่เปิดปากถึงเรื่องนี้ แต่เลือกประกาศเลิกรับใช้ชาติไป

ทำให้ความอึมครึมระหว่างเขากับเลิฟยังคงอยู่จนถึงตอนนี้

บางคนอาจสงสัยว่าเยอรมนีตกชั้นจากกลุ่ม 1 ในยูฟ่า เนชั่นส์ลีกแล้วจะส่งผลอะไรกับทีม เพราะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เพิ่งจัดครั้งแรก ความสำคัญก็ย่อมน้อยเป็นธรรมดา

เนชั่นส์ลีกจะเป็นการจัดเกรดของทีมในยุโรปเพื่อนำไปวางโถในการจับสลากคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2020 เมื่อเยอรมนีตกชั้น ทำให้พวกเขาอาจต้องตกไปอยู่ในโถ 2 และมีโอกาสถูกจับไปอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมในโถ 1 ที่มีทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, สเปน ซึ่งถ้ายังไม่ฟื้นจากสภาพในปัจจุบัน โอกาสที่จะแพ้ต่อเนื่องก็มีมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวที่ผ่านมา อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ทั้งหมด เพราะถ้ามองในมุมของสิ่งที่คนในวงการฟุตบอลเยอรมันจะได้รับ คือ ประสบการณ์ที่จะช่วยกันป้องกันไม่ให้มีช่วงขาลงแบบนี้อีก

“โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์” ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี กล่าวหลังจบเกมที่อินทรีเหล็กโดนเนเธอร์แลนด์ไล่ตีเสมอ 2-2 ในแมตช์สุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเนชั่นส์ลีกว่า หลายคนอาจจะมองว่าการที่ทีมผลงานไม่ดีอย่างต่อเนื่องจะทำให้จิตใจของนักเตะอายุน้อยในทีมเสียไป

แต่ส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นผลดีในเรื่องของประสบการณ์และการเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้งมากกว่า เพราะรู้ว่าทุกคนผิดพลาดอะไร

D”eutsche Welle” สื่อเยอรมันรายงานว่า ความสัมพันธ์ของแฟนบอลกับนักเตะดูห่างเหินกันอย่างมาก

เพราะบ่อยครั้งที่เกมทีมชาติมีแฟนๆ มาเชียร์กันไม่เต็มสนามในเกมอุ่นเครื่อง และขายบัตรยากขึ้นทุกที สาเหตุมาจากราคาบัตรที่สูง 950-3,000 บาท ในราคาผู้ใหญ่ (ตั๋วเด็กอายุไม่เกิน 7 ขวบ 380 บาท)

รวมทั้งการที่มีโปรแกรมการแข่งขันบอลลีกและบอลถ้วยในประเทศที่ถี่อยู่แล้ว ยิ่งมามีเนชั่นส์ลีกเพิ่มเข้ามาอีก การจะใช้เงินในการเข้าสนามฟุตบอลบ่อยเกินไป ก็เป็นเรื่องที่อาจจะทำให้กระเป๋าตังค์ฉีกได้

มองไปทางไหนของทีมชาติเยอรมนีก็เจอแต่ปัญหา แต่เชื่อว่าศักยภาพของนักฟุตบอลที่มี และการเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการที่เยี่ยมยอด จะทำให้อินทรีเหล็กกลับมาผงาดในอีกไม่นานนี้

Kopf hoch! Du schaffst das!

บทความก่อนหน้านี้จาก ‘ประแจ’ ‘มีด’ ‘ปืน’ สู่ความรุนแรง “มรดกบาป” สืบทอด “องค์กรฆ่า” ถึงเวลาล้าง “ระบบ” 2 สถาบัน?
บทความถัดไปวิกฤติศตวรรษที่21 : ผ่าอำนาจทางทะเลของรัสเซีย การช่วงชิงบางท้องทะเลกับสหรัฐ-นาโต้